ส่วนผมยังต้องเรียนซ่อมวิชาเคมีและสถิติร่วมกับน้อง ๆ นดร. รุ่น 37 และ 38 จนในที่สุดก็เรียนครบทุกวิชาตามหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต จากนั้นจึงเริ่มหาเรือเพื่อฝึกภาคปฏิบัติ
ผมได้รับโอกาสให้ไปฝึกบนเรือ TMN PIONEER บริหารจัดการโดย Thome Ship Management (Thailand) เป็นเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมี อาจารย์บอกผมว่า ผมได้รับโอกาสที่ดีมาก เพราะได้เริ่มต้นชีวิตคนเรือกับบริษัทที่มีระบบการจัดการเรือที่ดี
วันแรก ๆ กับชีวิตบนเรือจริง
ผมหอบสัมภาระขึ้นเรือพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ถึง
4
ใบ ซึ่งแม่กับพี่สาวช่วยกันจัดเตรียมให้ ทั้งยา อาหารสำเร็จรูป
เสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัว เรียกว่าจัดให้แบบยกโหล
เพื่อให้ผมใช้ชีวิตอยู่บนเรือได้อย่างไม่เดือดร้อนตลอดหนึ่งปี
เช้ามืดวันหนึ่ง ประมาณตีห้า
ผมออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปลงเรือเล็กที่ท่าเรือมาโคโปโล แหลมฉบัง
เพื่อเดินทางไปขึ้นเรือ TMN
PIONEER ซึ่งทอดสมออยู่กลางทะเล
แค่ก้าวแรกก็ทำเอาใจผมไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้วครับ
ผมต้องใช้สมาธิอย่างมากในการหาจังหวะก้าวจากเรือเล็กขึ้นเรือใหญ่
ต้องระวังไม่ให้พลาดตกน้ำหรือถูกเรือสองลำกระแทกเข้าหากัน
จากนั้นยังต้องไต่บันไดลิงขึ้นไปบนเรือ ซึ่งสูงประมาณตึกสามชั้น โดยมีพี่ ๆ บนเรือคอยช่วยดึงตัวผมขึ้นไป
สิ่งแรกที่ทำให้รู้สึกดีคือ
ผมมีห้องพักส่วนตัว กัปตันจัดให้ผมพักร่วมกับลูกเรือฝ่ายห้องเครื่อง
โดยมีพี่ห้องคอยแนะนำเรื่องการกินอยู่และการใช้พื้นที่ต่าง ๆ บนเรือ
ส่วนต้นเรือเป็นผู้ดูแลตารางการฝึกภาคปฏิบัติ และมีผู้ช่วยต้นเรือ (3/O) เป็นพี่เลี้ยงในการปฏิบัติงานของผม
โดยนิสัยส่วนตัว
ผมเป็นคนพร้อมลุยงานหนัก ไม่บ่น ไม่ชอบนินทาหรือตั้งวงจับกลุ่มพูดคุยอะไร
ผมตั้งใจทำงานและไม่เคยปฏิเสธงานที่ได้รับมอบหมาย
แต่เมื่อได้ขึ้นมาทำงานจริง
ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ค่อยได้
ทั้งที่หลายเรื่องเป็นสิ่งที่เคยเรียนมาแล้ว
ผมไม่เข้าใจว่าจะต้องทำอะไรและเริ่มต้นอย่างไร
บางครั้งรู้สึกว่าตัวเองเกะกะการทำงานของทีมมากกว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระ
ต้นเรือจึงให้ผมหยุดช่วยทีมทำงานไปก่อน
แล้วให้อ่านคู่มือและศึกษากระบวนการทำงานของเรือ TMN PIONEER แทน
การอ่านคู่มือทำให้ผมเริ่มเข้าใจภาพรวมของกระบวนการทำงานบนเรือ
รวมถึงระบบความปลอดภัยต่าง ๆ มากขึ้น
แต่เมื่อได้รับมอบหมายให้ช่วยงานสรั่งและ
3/O
ผมก็คิดว่าตัวเองเข้าใจและทำได้ เพียงแต่ยังทำงานช้า
เพราะกังวลว่าจะเกิดความผิดพลาด และถ้าไม่มีใครสั่ง ผมก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อ
ผมเริ่มสังเกตสีหน้าของพี่ ๆ
รู้สึกได้ว่าหลายคนคงระอาผม และถ้าเลี่ยงได้ก็คงไม่อยากมอบหมายงานให้ผมทำ
เวลาผมถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม พี่ ๆ ก็มักจะส่งต่อกันไปมา
ช่วงนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า
เสียใจและผิดหวังกับตัวเองมากว่า ทำไมถึงไร้ความสามารถได้ขนาดนี้ ทั้ง ๆ
ที่พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว
ความกดดันและคำสอนที่ว่า ต้องเป็น SEAFARER ไม่ใช่แค่มาทนอยู่บนเรือ
เมื่อผ่านไปประมาณเดือนที่สอง
กัปตันเรียกผมไปพบ โดยมีต้นเรืออยู่ด้วย ผมถูกตำหนิอย่างหนักด้วยคำพูดที่ทำให้สะเทือนใจ
“ฝึกมาเดือนกว่าแล้ว
เอ็งทำตัวให้เป็น SEAFARER หน่อยสิวะ อ่อนแอ เหยาะแหยะ
เหงอะงะอยู่นั่นแหละ มันยากตรงไหน หรือติดอะไรบอกมา จะได้ทำงานเป็นเสียที
จะฝึกต่อไหม”
ผมเสียใจมาก
และไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ ๆ ถึงไม่สอนขั้นตอนการทำงานให้ผม แต่กลับมาถามว่าผมจะตัดสินใจหยุดฝึกหรือไปต่อ
ผมรู้สึกอับอายและไม่อยากพบหน้าใครเลย
ผมคิดถึงแม่มาก คืนนั้นเมื่อเรือทอดสมอศรีราชา
ผมจึงโทรไปเล่าให้แม่ฟังว่า ผมอาจต้องยุติการฝึก Cadet พร้อมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ผมถูกตำหนิ
แม่รับฟังผมทุกเรื่องโดยไม่ต่อว่าหรือตำหนิซ้ำ
ผมรู้ว่าแม่เข้าใจนิสัยของผมดีว่า ผมไม่ใช่คนเกียจคร้าน เป็นคนอดทน และสุภาพ
แม่อธิบายให้ผมฟังว่า
“เรือน้ำมันอย่าง TMN
PIONEER เป็นพื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงมาก
ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงชีวิตและก่อให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงได้
รุ่นพี่เขาจึงไม่มีเวลามาคอยประคบประหงมหนูเหมือนตอนเป็นนักเรียน
แต่เขาต้องการให้หนูปรับตัวจากการเป็นนักเรียน มาเป็นคนทำงานบนเรือจริง ๆ
การที่เขาปรับวิธีสอน
ให้หนูทำงาน และพูดตำหนิหนู อาจเป็นเพราะเขาต้องการให้หนูปรับปรุงตัว
ไม่ได้หมายความว่าเขาเกลียดหนู
แม่อยากให้หนูลองคิดทีละเรื่อง
เริ่มจากปรับพฤติกรรมการแสดงออกก่อน
เพราะเป็นสิ่งที่คนอื่นมองเห็นได้ชัดกว่าความรู้หรือทักษะที่หนูยังต้องพัฒนา
แม่อยากให้หนูมีความกระตือรือร้น
ตื่นตัวอยู่เสมอ เวลาทำงานต้องกระฉับกระเฉง สังเกตว่าพี่ ๆ กำลังทำอะไร
และมีอะไรที่เราจะช่วยได้บ้าง ไม่ใช่เพียงเดินไปถามว่ามีอะไรให้ช่วย
แต่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าด้วย
ตัวอย่างเช่น
ถ้าพรุ่งนี้มีการรับน้ำมัน
หนูก็ควรศึกษาจากคู่มือให้รู้ว่าต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรและมีขั้นตอนอย่างไร
เมื่อถึงเวลาทำงานจริง หนูจะได้ช่วยพี่ ๆ ได้ ไม่ใช่รอให้เขาบอกทุกอย่าง
อีกอย่างหนึ่ง
หนูเป็นเด็กที่สุดในกลุ่มคนทำงาน จึงต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์
ไม่แสดงอาการอึดอัด ซึมเศร้า หรือเสียใจจนไม่สามารถทำงานต่อได้
เวลามีคนสั่งงานก็ควรขานรับให้ชัดเจนและมั่นใจ
เพื่อให้รู้ว่าเราได้ยินและเข้าใจคำสั่งแล้ว เมื่อทำงานเสร็จต้องรายงานผล
ไม่ใช่ทำแล้วหายไปเลย
แม่ช่วยรับฟังและแนะนำเรื่องพฤติกรรมการทำงานให้หนูได้
แต่เรื่องความรู้และทักษะในการทำงาน หนูต้องเป็นคนพัฒนาตัวเองให้สามารถทำได้
จนทำเป็นด้วยตัวเอง”
เริ่มปรับตัวทีละวัน และพัฒนาตัวเองทีละเดือน
หลังจากคุยกับแม่
ผมเริ่มกลับมาทบทวนและปรับปรุงตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องความตื่นตัวและการรู้หน้าที่
ผมพยายามไม่เดินไปเดินมาอย่างไม่มีจุดหมาย
แต่เดินให้รวดเร็วและทะมัดทะแมงขึ้น คอยสังเกตว่าพี่ ๆ กำลังทำอะไร
และมีงานส่วนไหนที่ผมจะเข้าไปช่วยได้บ้าง
เวลาว่างจากการเข้าเวร
ผมจะหาโอกาสถามพี่ ๆ สรั่งหรือนายประจำเรือ เช่น “พี่ครับ
งานตรงนี้ทำอย่างไรครับ” หรือ “ปั๊มตัวนี้มีสเปกเท่าไรครับ”
ผมจดบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ไว้ด้วย
เพราะหลายเรื่องเป็นความรู้จากประสบการณ์จริงที่ไม่มีอยู่ในตำราเรียน
และผมพยายามไม่ถามเรื่องเดิมซ้ำ ๆ หากเป็นเรื่องที่สามารถกลับไปอ่านหรือทบทวนเองได้
อีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมากคือการสวมใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยให้ถูกต้องครบถ้วน
ไม่ละเลยข้อกำหนดต่าง ๆ
เมื่อมองย้อนกลับไป
ผมรู้สึกว่าตัวเองปรับตัวได้ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับสัปดาห์แรกที่ขึ้นเรือ
แม้จะยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ แต่ผมก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า
การเป็นคนเรือไม่ได้อาศัยเพียงความรู้จากห้องเรียนหรือความอดทนเท่านั้น
ผมต้องพัฒนาตัวเองและก้าวต่อไปทีละเดือน ๆ
เมื่อเห็นสถานที่ที่คุ้นเคย ก็เหมือนได้กลับบ้าน
เรือ TMN PIONEER เดินเรือรับส่งน้ำมันและสารเคมีภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงท่าเรือภายในประเทศไทยด้วย
ทุกครั้งที่เรือแวะท่าไทยออยล์ที่แหลมฉบัง
หรือแล่นผ่านบริเวณเขาภูไบ ผมมักรู้สึกดีเป็นพิเศษ เพราะเป็นสถานที่ที่แม่เคยทำงาน
และเป็นพื้นที่ที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กในช่วงปิดเทอม
ทุกครั้งที่ได้เห็นสถานที่เหล่านั้น
ผมรู้สึกเหมือนได้กลับมาอยู่ใกล้บ้านอีกครั้ง เป็นความรู้สึกเล็ก ๆ
ที่ช่วยเติมกำลังใจให้ผมได้มาก
บางที
แค่ได้เห็นหลังคาบ้านจากระยะไกล
ก็ทำให้คนที่อยู่ไกลบ้านรู้สึกใจฟูขึ้นมาได้แล้วครับ
ตอนต่อไป ชีวิตผม Cadet บน TMN
PIONEER TANKER ครับ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น