href='https://googleapis.com' rel='stylesheet' type='text/css'/> HROD consultant by ครูพี่ตุ้ม: กว่าจะเป็นสุภาพบุรุษนักเดินเรือ (2): จากเด็กใหม่สู่ชีวิตนักเรียนเดินเรือ

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

กว่าจะเป็นสุภาพบุรุษนักเดินเรือ (2): จากเด็กใหม่สู่ชีวิตนักเรียนเดินเรือ

...เมื่อย้อนกลับไป ผมไม่แน่ใจว่าชีวิตถูกกำหนดให้เป็นคนเรือจริง ๆ หรือเปล่า เพราะตอนนั้นผมไม่ได้มีความฝันอยากทำงานเรือเลยด้วยซ้ำ แต่การตัดสินใจในวันนั้นพาผมเข้าสู่โลกที่แทบไม่รู้จัก และทำให้ผมต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย กว่าจะเข้าใจว่าการเป็นคนประจำเรือจริง ๆ หมายถึงอะไร

 

วันแรกของชีวิตนักเรียนพาณิชย์นาวี


วันแรกที่เข้าเรียน ผมต้องตัดผมสั้นที่สุดในชีวิต เตรียมของใช้ส่วนตัวใส่ตะกร้าผ้า แล้วไปเข้าแถวรอเรียกตัวเข้าพักในหอพัก ซึ่งมีรูปทรงคล้ายเรือสีฟ้า-น้ำเงิน-ขาว


ชีวิตในหอพักไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเลือกทำอะไรตามใจตัวเอง เพราะเราต้องเรียนรู้ระเบียบตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างการจัดเตียง เก็บของใช้ส่วนตัว แต่งกาย ทำความสะอาดห้อง ไปจนถึงการเข้าแถวและทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้ตรงเวลา

นักเรียนใหม่จะมีรุ่นพี่ปี 2 ที่เรียกว่า “พี่ห้อง” คอยแนะนำการใช้ชีวิตในหอพักและกฎกติกาต่าง ๆ รวมถึงช่วยให้คำปรึกษาเรื่องการเรียนและการปรับตัว ส่วนในแต่ละตอนจะมี “นายตอน” ซึ่งเป็นรุ่นพี่ปี 3 หรือปี 4 ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย ตรวจความพร้อมและการเข้าแถว รวมทั้งเป็นตัวกลางถ่ายทอดคำสั่งและตารางปฏิบัติงานจากครูฝึกมายังนักเรียนในตอน

พูดง่าย ๆ คือ เราไม่ได้มีแค่ครูฝึกที่ต้องฟังคำสั่ง แต่ยังมีระบบรุ่นพี่รุ่นน้องและผู้รับผิดชอบในแต่ละระดับให้เรียนรู้ด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องปรับตัวอย่างมากในช่วงแรก คือการไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ติดต่อกับครอบครัว ช่วงเทอมแรกเราไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ ซึ่งสำหรับชีวิตวัยรุ่นในเวลานั้นก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย

ผมจึงใช้วิธีเขียนบันทึกลงในสมุดทุกวัน เล่าเรื่องที่ผมพบเจอ ทั้งเรื่องเรียน การฝึก และเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน เมื่อถึงช่วงที่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน ผมจะนำสมุดเล่มนั้นไปให้แม่อ่าน

ผมจำได้ว่าเวลารับกลับบ้าน รุ่นพี่จะมายืนควบคุมการเรียกชื่อและส่งนักเรียนกลับทีละคนบริเวณหน้าโรงเรียน

เมื่อมองย้อนกลับไป ช่วงเวลานั้นทำให้ผมได้ฝึกสื่อสารอีกแบบหนึ่ง และได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งโทรศัพท์ตลอดเวลา

 

ไม่ได้มีแค่เรียนหนังสือ แต่ต้องฝึกให้พร้อมใช้ชีวิตแบบชาวเรือ

 

หลักสูตรมีทั้งวิชาการที่เรียนในห้องเรียนเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป และการฝึกภาคปฏิบัติที่เข้มข้น เพื่อเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมกับชีวิตและการทำงานบนเรือ


สิ่งที่ผมจำได้ดีคือ การฝึกระเบียบวินัยและความอดทน บางครั้งเพียงทำอะไรผิดระเบียบหรือไม่เป็นไปตามคำสั่ง ก็อาจถูกลงโทษด้วยวิธีฝึกทางกายคล้ายการฝึกทหาร เช่น วิดพื้น โหนบาร์ หรือการฝึกท่าทางต่าง ๆ ที่ทำให้เหนื่อยและเจ็บตัวอยู่ไม่น้อย มีทั้งหัวถลอก รอยช้ำตามตัว และหลายครั้งก็เหนื่อยจนแทบไม่ไหว แต่ก็ต้องพยายามอดทนต่อไป ผมยอมรับว่าบางครั้งน้ำตาคลอเหมือนกันครับ เพียงแต่ตอนนั้นเราก็พยายามประคองตัวเองให้ผ่านแต่ละวันไปให้ได้


เมื่อมองย้อนกลับไป ผมเริ่มเข้าใจว่าการฝึกไม่ได้ต้องการให้เราแข็งแรงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้เรารู้จักควบคุมตัวเอง ทำตามขั้นตอน มีวินัย และทำงานร่วมกับคนอื่นได้ แม้ในเวลาที่เหนื่อยหรืออยู่ภายใต้ความกดดัน


แม่ขอแทรกมุมมอง HROD สักนิด


สิ่งที่นักเรียนใหม่กำลังเผชิญอยู่ มองได้ว่าเป็นกระบวนการ Onboarding หรือการปรับตัวเข้าสู่ระบบและวัฒนธรรมของสถาบันและวิชาชีพ ไม่ใช่เพียงการปฐมนิเทศเพื่อบอกกฎระเบียบเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้วิถีชีวิต บทบาทหน้าที่ การอยู่ร่วมกัน และความคาดหวังของอาชีพที่กำลังจะก้าวเข้าไป

สำหรับวิชาชีพคนประจำเรือ เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเมื่อขึ้นไปทำงานบนเรือ ทุกคนต้องอยู่ร่วมกันในพื้นที่จำกัด มีหน้าที่รับผิดชอบของตนเอง ต้องทำงานเป็นทีม และต้องตระหนักอยู่เสมอว่าความผิดพลาดบางอย่างอาจกระทบต่อความปลอดภัยของทั้งลำ


ส่วนการฝึกทักษะใหม่ ๆ ตั้งแต่การใช้ชีวิตตามระเบียบ การทำงานร่วมกัน การเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ ไปจนถึงทักษะพื้นฐานของวิชาชีพ เป็นการพัฒนาทักษะสำหรับการเข้าสู่อาชีพ (Initial Skill Development) ซึ่งต้องต่อยอดไปสู่ความรู้และทักษะเฉพาะทางตามหลักสูตรและมาตรฐานวิชาชีพทางทะเล เช่น STCW ในลำดับต่อไป

ดังนั้น การฝึกจึงควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ต้องการพัฒนาความพร้อมด้านใด และสิ่งที่ฝึกจะนำไปใช้กับการทำงานจริงอย่างไร


เส้นทางที่ไม่ได้มีแต่คนเดินไปถึงเส้นชัย

นอกจากการเรียนและการฝึกที่หนักแล้ว การใช้ชีวิตภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดก็เป็นอีกเรื่องที่ทุกคนต้องปรับตัว


เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มเห็นเพื่อนบางคนทยอยออกไปทีละคนสองคนในแต่ละเทอม บางคนเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ บางคนเปลี่ยนไปเรียนสายวิชาชีพอื่น เพราะค้นพบว่าเส้นทางนี้อาจไม่ใช่ชีวิตที่ต้องการ

ส่วนผมเองก็ไม่ได้เรียนจบพร้อมเพื่อนรุ่นเดียวกันทั้งหมด เพราะต้องกลับมาเรียนซ้ำและซ่อมวิชาเคมีกับสถิติ ทำให้ใช้เวลาเรียนมากกว่าคนอื่นอีกหนึ่งปี ในช่วงที่เพื่อนบางคนเรียนจบและออกไปฝึกภาคปฏิบัติบนเรือแล้ว ผมยังต้องกลับมาเก็บวิชาที่ค้างอยู่ให้ผ่านก่อน


ยอมรับว่ามีช่วงที่รู้สึกท้อเหมือนกัน แต่สุดท้ายผมก็เรียนจนจบหลักสูตร และได้ออกไปฝึกภาคปฏิบัติบนเรือเป็นเวลาหนึ่งปีตามเส้นทางของนักเรียนเดินเรือ

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่าการเรียนในช่วงนั้นไม่ได้สอนแค่วิชาการหรือทักษะการเดินเรือ แต่ยังทำให้ผมได้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่า ผมจะอดทนกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคยได้แค่ไหน และพร้อมจะเดินต่อในเส้นทางที่เลือกไว้หรือไม่


สำหรับผม การผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ก็ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของชีวิตครับ

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือการออกจากห้องเรียนไปใช้ชีวิตและฝึกงานบนเรือจริงเป็นเวลาหนึ่งปี


ในตอนต่อไป ผมจะเล่าถึงปีที่ห้า ซึ่งเป็นปีแห่งการฝึกภาคปฏิบัติบนเรือ หลังจากเรียนภาคทฤษฎีมาแล้วสี่ปี ว่าชีวิตนักเรียนเดินเรือเมื่อก้าวจากห้องเรียนไปอยู่บนเรือจริงเป็นอย่างไร และประสบการณ์ในปีนั้นเปลี่ยนมุมมองของผมต่ออาชีพนี้อย่างไรบ้าง

แล้วพบกันในตอนต่อไปครับ ⚓

อ้างอิง ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า https://web.mmtc.ac.th/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แนะนำตัว

รู้จัก "ครูพี่ตุ้ม"

รู้จักครูพี่ตุ้ม HROD จากประสบการณ์จริง ครูพี่ตุ้ม หรือ อ.พรทิพา สมประสงค์ มีประสบการณ์ทำงานและพัฒนางานด้านทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาอง...