ถ้ามีใครถามผมว่า ตั้งแต่เด็กอยากเป็นอะไร ผมตอบได้ทันทีครับว่า ผมอยากเป็นหมอ
ฟังดูดีใช่ไหมครับ
ติดอยู่นิดเดียวว่า คะแนนวิชาวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ของผมไม่ได้แข็งแรงขนาดที่จะทำให้คนรอบข้างมั่นใจในความฝันนี้เท่าไรนัก
ส่วนภาษาอังกฤษน่ะหรือครับ อันนี้ผมมั่นใจกว่าเยอะ
เวลาผมบอกใครว่าอยากเป็นหมอ
หลายคนจะยิ้มอ่อน ๆ แล้วมองหน้าผมคล้ายจะถามว่า “แน่ใจนะ?” ผมเลยไม่ค่อยพูดเรื่องนี้กับใคร มีเพียงแม่ที่รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่
ความฝันแรกที่ไม่ได้ไปต่อ
ช่วงปลายเทอม ม.6 ผมสมัครสอบตรงเข้าเรียนแพทยศาสตร์
และไม่น่าเชื่อว่า
ผมสอบผ่านการคัดเลือกให้ไปสัมภาษณ์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้จริง ๆ ครับ
แต่ชีวิตก็มีวิธีเล่นตลกกับเราอยู่เหมือนกัน
ผมต้องกลับไปสอบซ่อมวิชาเคมีที่โรงเรียน
จึงไม่ได้ไปสัมภาษณ์ตามกำหนด โอกาสเรียนแพทย์ตามความฝันครั้งนั้นก็เลยผ่านไป
เรื่องนี้แทบไม่มีใครรู้ นอกจากแม่
หลังจากนั้น ผมสอบผ่าน GAT-PAT และสอบติดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะเกษตร
สาขาเครื่องจักรกลและเมคคาทรอนิกส์เกษตร ขณะเดียวกัน
ผมก็สอบผ่านข้อเขียนของศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีด้วยครับ
ตอนนั้นผมยังไม่ได้คิดจริงจังเลยว่า
สุดท้ายแล้วจะเลือกเส้นทางไหน
จนกระทั่งมีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมยังจำได้ดี
วันที่แม่บอกว่า “ไปสอบก่อน เดี๋ยวก็ทัน”
วันทดสอบสมรรถภาพและสัมภาษณ์ของศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี
ดันตรงกับวันสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พอดีครับ
ผมมีนัดสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วิทยาเขตกำแพงแสนในช่วงบ่าย ส่วนตอนเช้าต้องไปทดสอบสมรรถภาพที่ศูนย์ฝึกฯ ก่อน
แม่บอกผมประมาณว่า ไม่ต้องกังวล
ไปสอบที่ศูนย์ฝึกฯ ก่อน เดี๋ยวก็ขับรถไปมหาวิทยาลัยทัน
ฟังดูเหมือนเป็นแผนที่จัดการได้ดีนะครับ
ถ้าไม่นับว่าผมต้องวิ่ง วิดพื้น ว่ายน้ำ ทดสอบสมรรถภาพหลายอย่าง
และเข้าสัมภาษณ์ด้วย
กว่าทุกอย่างจะเสร็จก็เลยเวลามามากแล้วครับ
สรุปว่า…ผมไปไม่ทันสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ถ้าถามว่าแม่ตั้งใจให้ผมเลือกเรียนที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีหรือเปล่า
ผมคิดว่าแม่คงอยากให้ผมลองทางนี้มากกว่า
เพราะแม่เชื่อว่าที่นี่จะช่วยฝึกระเบียบวินัย ความอดทน และการวางแผนการทำงานให้ผม
เอาเป็นว่า
วันนั้นผมมีทางเลือกอยู่สองทาง
แต่การจัดตารางเวลาแบบแม่ก็มีส่วนทำให้ทางเลือกหนึ่งหลุดมือไปเหมือนกันครับ
แม่อาจจะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ
ส่วนผมขอเก็บไว้เป็นเรื่องเล่าประจำบ้านก็แล้วกันครับ
จากโบรชัวร์หนึ่งแผ่น
สู่การเป็นนักเรียนเดินเรือ
จริง ๆ แล้ว
ผมรู้จักศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีจากแม่ครับ
หลังจบ ม.6 แม่เอาโบรชัวร์การรับสมัครมาให้ดู
แล้วบอกให้ผมลองอ่านคุณสมบัติของผู้สมัคร
ผมเรียนสายวิทยาศาสตร์
และมีคุณสมบัติตามที่กำหนด แม่จึงถามว่าผมสนใจลองสอบดูไหม
ก่อนหน้านั้น
แม่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับธุรกิจเรือ และได้พูดคุยกับกัปตัน ต้นกล
และต้นเรืออยู่บ้าง แม่จึงมีโอกาสรับรู้เรื่องราวของคนทำงานในสายอาชีพนี้
และเห็นว่าการเรียนที่ศูนย์ฝึกฯ น่าจะช่วยให้ผมพัฒนาวินัย ความอดทน
และการวางแผนชีวิตได้
ผมเองก็ไม่ได้รู้จักชีวิตคนเรือมากนักในเวลานั้น
แต่เมื่อมีโอกาสสอบ ผมก็ลองดูครับ
การสอบไม่ได้มีแค่ข้อเขียน
แต่ยังมีการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ทั้งวิ่ง วิดพื้น ว่ายน้ำ
รวมถึงการสัมภาษณ์และการประเมินความเหมาะสมสำหรับการเรียนในสายอาชีพนี้
ผมผ่านทุกขั้นตอน
และได้เข้าเรียนที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า รุ่นที่ 36
ตอนนั้นผมยังไม่รู้หรอกครับว่า
เมื่อเรียนจบแล้วจะได้ทำงานบนเรือแบบไหน ต้องเจอกับอะไรบ้าง หรือชีวิตคนประจำเรือจริง
ๆ เป็นอย่างไร
รู้เพียงว่าผมกำลังเริ่มต้นเส้นทางใหม่
ซึ่งแตกต่างจากความฝันแรกของตัวเองมากพอสมควร
หลักสูตรที่ผมเข้าเรียนประกอบด้วยการเรียนภาคทฤษฎีสี่ปี
และการฝึกภาคปฏิบัติบนเรืออีกหนึ่งปี รวมระยะเวลาห้าปี เมื่อสำเร็จการศึกษา
ผมจะได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการเดินเรือ จากมหาวิทยาลัยบูรพา
พร้อมประกาศนียบัตรวิชาชีพจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี
ผมเริ่มเข้าเรียนวันแรกเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2554
...นับถึงวันนี้ก็ผ่านมา 15 ปีแล้วครับ....
****อ่านรายละเอียดหลักสูตร ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า https://web.mmtc.ac.th/

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น