href='https://googleapis.com' rel='stylesheet' type='text/css'/> HROD consultant by ครูพี่ตุ้ม

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัส JD: เปลี่ยนประกาศงานให้เป็นเครื่องมือประเมินความสามารถของตัวเอง

 
ทำไมสมัครงานแล้วไม่ได้งาน…เราเก่งไม่พอจริงหรือ?

ในการหางาน เราไม่ควรดูเพียงว่าตัวเองเรียนจบสาขาอะไร หรือเคยทำงานในตำแหน่งใดมาแล้วเท่านั้น แต่ควรลองสำรวจตัวเองด้วยว่า เรามีความรู้ ทักษะ และความสามารถอะไรบ้างที่สามารถนำไปใช้กับงานที่เราสนใจได้จริง

บางครั้งเราอาจคิดว่าตัวเองไม่มีประสบการณ์ เพราะไม่เคยทำงานในตำแหน่งนั้นมาก่อน หรืออาจมองไม่เห็นว่าความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่จะนำไปใช้กับงานอื่นได้อย่างไร

แล้วเราจะค้นหาความสามารถของตัวเองให้ชัดเจนขึ้นได้อย่างไร?

เริ่มจากอ่าน"รายละเอียดงานที่ประกาศ" ให้เป็น

ทำความเข้าใจ KSA และพฤติกรรมในการทำงาน

ในทาง HR เราอาจใช้กรอบ KSA เพื่อช่วยทำความเข้าใจความรู้ ทักษะ และความสามารถที่บุคคลมีและจำเป็นต่อการทำงาน

✪         K — Knowledge (ความรู้): สิ่งที่บุคคลรู้และเข้าใจเกี่ยวกับงาน

✪        S — Skills (ทักษะ): ความชำนาญในการนำความรู้มาปฏิบัติหรือทำงานได้ เช่น การใช้ภาษา การสื่อสาร หรือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

✪         A — Abilities (ความสามารถ): ความสามารถในการนำความรู้และทักษะไปใช้ในการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ปัญหา การจัดการข้อมูล หรือการประสานงาน


นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเรื่อง Competency (สมรรถนะ) ซึ่งอาจประกอบด้วยความรู้ ทักษะ ความสามารถ คุณลักษณะ และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรอบสมรรถนะที่องค์กรกำหนด

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า บุคคลมีความสามารถเหล่านั้นจริง และนำไปใช้ในการทำงานได้?

เราต้องพิจารณา Behavior (พฤติกรรม) หรือการแสดงออกที่สามารถสังเกตได้จริงในการทำงานด้วย

ตัวอย่างเช่น พนักงานที่ทำงานบริการอาจมีความรู้เรื่องการบริการ มีทักษะในการสื่อสาร และมีทัศนคติที่ดีต่อผู้รับบริการ เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการทำงาน อาจแสดงออกเป็นพฤติกรรม เช่น ยิ้มแย้ม กล่าวต้อนรับ รับฟังลูกค้าอย่างสุภาพ และกล่าวขอบคุณเมื่อให้บริการเสร็จสิ้น

พฤติกรรมเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นภาพว่า พนักงานนำสิ่งที่ตนเองมีมาใช้ในการทำงานอย่างไร และเป็นส่วนหนึ่งที่องค์กรสามารถนำไปกำหนดเป็นแนวทางการทำงานหรือใช้ฝึกอบรมพนักงานได้

สำหรับคนหางาน เราจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการจดจำคำศัพท์ HR เหล่านี้ทั้งหมด แต่ควรเริ่มจากการอ่านรายละเอียดในประกาศรับสมัครงานให้เข้าใจ แล้วสำรวจตัวเองว่า เรามีความรู้ ทักษะ ความสามารถ และคุณลักษณะอะไรที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น พร้อมพิจารณาประสบการณ์หรือพฤติกรรมที่ช่วยยืนยันว่า เราสามารถนำสิ่งเหล่านั้นไปใช้ในการทำงานได้จริง

ครูเคยใช้วิธีนี้กับลูกชายค่ะ

เมื่อแม่ชวนลูกสำรวจว่า ตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง

ครูเคยตั้งคำถามกับลูกชายว่า ถ้าให้ประเมินตัวเอง เขาคิดว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง

เขาสรุปว่า เขาจบปริญญาตรีด้านพาณิชย์นาวี มีทักษะการพิมพ์สัมผัสทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ประมาณ 80 คำต่อนาที มีความถนัดด้านภาษาอังกฤษ โดยมีคะแนน TOEIC 875 คะแนน, MARLINS TEST 98% และ CEFR ระดับ C1 อีกทั้งยังสามารถแปลเอกสารและประสานงานกับต่างประเทศได้

ครูถามต่อว่า แล้วเคยทำงานอะไรมาบ้าง?

เขาตอบว่า

“ก็แปลเอกสารภาษาอังกฤษ แล้วก็ช่วยงาน HR แม่ไง แม่ให้ทำอะไรก็ทำมาตั้งแต่มัธยมแล้ว”

งานที่เขาเคยช่วยทำมีตั้งแต่พิมพ์รายงานการประชุม สรุปข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน บันทึกประวัติพนักงาน ไปจนถึงงานด้านการสรรหาและฝึกอบรมในระบบ ERP

สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่เขาเคยลงมือทำจริง เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้สมัครงานได้

ครูจึงถามต่อว่า แล้วคิดว่าตัวเองมีอุปนิสัยอย่างไร?

เขาตอบทันทีว่า

“ผมทำงานกับคนได้แม่ ผมมีน้ำใจ ผมสุภาพ ผมรับฟังคน ผมไม่นินทา ไม่ปากโป้ง”

เขายังเล่าอีกว่า ชอบอ่านหนังสือ วาดรูป และทำงานมากกว่าการไปสังสรรค์ หลังเลิกงานเขาชอบมีเวลาส่วนตัว ฟังเพลง ฝึกภาษา เล่นเกม และพักผ่อน

เขาบอกว่า ตัวเองไม่ได้เป็น Introvert 100% เพียงแต่ชอบใช้เวลาส่วนตัวหลังจากทำงานมากกว่าออกไปพบปะผู้คนตลอดเวลา

คำตอบเหล่านี้ทำให้เห็นว่า นอกจากความรู้และทักษะแล้ว การรู้จักลักษณะนิสัยและความชอบของตัวเองก็ช่วยให้เราพิจารณาได้ว่า งานแบบใดน่าจะเหมาะกับเรา และเราจะทำงานนั้นได้อย่างมีความสุขหรือไม่

ครูถามต่ออีกว่า ถ้าได้ทำงานลักษณะเดียวกับพี่ ๆ ที่บริษัท คิดว่าจะชอบไหม และจะนำความสามารถของตัวเองไปใช้ทำงานได้หรือเปล่า?

เขาตอบว่า

“ก็ได้สิแม่ ผมไปช่วยพี่ ๆ และแม่ทำงานที่บริษัททุกปิดเทอม ถ้างานแบบนั้น ผมก็น่าจะทำได้นะแม่ มั่นใจ”

ปกติครูจะให้ CEO พิจารณาอนุมัติให้นักเรียนหรือนักศึกษาเข้ามาช่วยงานในช่วงปิดเทอม สำหรับลูกชายและลูกสาว ครูอยากให้เขาได้ฝึกทำงานจริงมากกว่าจะอยู่บ้านเล่นเกม จึงจ่ายเงินจ้างเอง ไม่ได้ไปหักโควตาของเด็กคนอื่นค่ะ

ประสบการณ์ที่เขาได้รับจึงไม่ใช่เพียงการช่วยแม่ทำงาน แต่ยังทำให้เขาได้เห็นลักษณะงานจริง ฝึกทักษะ และรู้จักความสามารถของตัวเองมากขึ้นด้วย


จากการสำรวจตัวเอง สู่การเลือกงานและปรับ Resume

เมื่อเริ่มเห็นแล้วว่าตัวเองมีอะไรบ้าง ขั้นต่อไปคือการนำความสามารถเหล่านั้นไปเปรียบเทียบกับงานที่สนใจ

ครูให้ลูกชายลองอ่านประกาศรับสมัครงาน แล้วขีดเส้นใต้ข้อความที่ระบุว่า ตำแหน่งนั้นต้องรับผิดชอบอะไร ต้องการความรู้และทักษะใด และมีคุณสมบัติอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ

จากนั้นจึงพิจารณาว่า ความสามารถและประสบการณ์ที่เขามีอยู่แล้วตรงกับความต้องการของงานมากน้อยเพียงใด

ลูกชายเลือกสมัครงาน English Customer Service และ HR Admin. Officer โดยมองหาตำแหน่งที่ให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาอังกฤษ เช่น ระบุคะแนน TOEIC 750 ขึ้นไป และเลือกงานที่เป็นสัญญาจ้างปีต่อปี

เหตุผลสำคัญคือ เขายังมีความฝันที่จะก้าวหน้าในอาชีพนักเดินเรือ แต่ในระหว่างที่รอโอกาส เขาก็ต้องทำงานและเริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองมีความพร้อมและสามารถทำได้จริง

ครูจึงให้เขาปรับ Resume โดยนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัครมานำเสนออย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงระบุว่าเรียนจบอะไรมา แต่ต้องทำให้ผู้พิจารณาเห็นด้วยว่า เขามีอะไรที่สามารถนำไปใช้กับงานนั้นได้

Resume ฉบับใหม่จัดข้อมูลให้เห็นชัดเจนว่า เขาเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง มีทักษะอะไรที่ทำได้ และมีหลักฐานใดยืนยันความสามารถ เช่น คะแนนภาษาอังกฤษหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้สมัครคนอื่น ๆ อาจเลือกจัดรูปแบบ Resume แตกต่างกันไปตามตำแหน่งและระบบรับสมัครงาน สิ่งสำคัญไม่ใช่รูปแบบเพียงอย่างเดียว แต่คือการเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานและนำเสนอให้เข้าใจง่าย


งานที่ทำระหว่างรอ ไม่จำเป็นต้องเป็นทางอ้อมที่สูญเปล่า

ลูกชายได้เริ่มทำงาน English Customer Service ในบริษัทอเมริกัน และต่อสัญญาจ้างอีกสองครั้ง ระหว่างทำงานยังได้ย้ายไปทำงานด้าน Technical Support – Customer Service ก่อนจะได้รับการปรับตำแหน่งเป็น Senior Customer Service

เมื่อสิ้นสุดสัญญา เขาเลือกไปทำงานกับบริษัทฝรั่งเศสใกล้บ้าน ในตำแหน่ง Senior Customer Service – Visa & Work Permit Process และเรียนภาษาฝรั่งเศสออนไลน์เพิ่มเติมเพื่อช่วยในการทำงาน

เขาทำงานอย่างต่อเนื่องจนเกือบลืมความฝันเรื่องการกลับไปลงเรือ เวลาผ่านไปเกือบ 6 ปี โดยที่เขาได้สะสมประสบการณ์ด้านการสื่อสาร การประสานงาน การวิเคราะห์ปัญหา และการวางแผนแก้ไขปัญหาจากงานที่ทำ

ในช่วงเวลานั้น เขาไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเอง แต่กลับมีทักษะและประสบการณ์เพิ่มขึ้นจากการทำงานจริง

ต่อมาเขาได้กลับไปเดินตามเส้นทางอาชีพที่ตั้งใจไว้ โดยเริ่มจากการฝึก Cadet Internship เป็นเวลา 1 ปี แล้วเข้าทำงานบนเรือบรรทุกน้ำมัน (Oil Tanker) ในเส้นทางเดินเรือภายในประเทศของบริษัทในกลุ่มพลังงานเป็นเวลา 6 เดือน

เมื่อพักจากการทำงานบนเรือประมาณ 1 เดือน เขาเรียนหลักสูตรเรือบรรทุกสารเคมีขั้นสูง (Advanced Training for Chemical Tanker Cargo Operations) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสมัครงานเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมีในเส้นทางต่างประเทศ

ปัจจุบัน เขาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยต้นเรือ (Third Officer: 3/O) บนเรือสัญชาติไทยที่เดินเรือในเส้นทางต่างประเทศ ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และจีน โดยทำงานตามสัญญาจ้างเป็นรอบ ๆ ประมาณ 6 เดือนขึ้นไป

เป้าหมายต่อไปของเขาคือการหาประสบการณ์บนเรือสัญชาติต่างชาติที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในตำแหน่งเดิม ก่อนพัฒนาตัวเองไปสู่ตำแหน่งต้นหนและต้นเรือตามลำดับ

เส้นทางนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเขามีความฝัน แต่เกิดจากการค่อย ๆ สะสมประสบการณ์ ฝึกฝนความสามารถ และเพิ่มเติมความรู้ตามมาตรฐานที่จำเป็นต่ออาชีพ

เขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ยอมรับว่างานบนเรือมีความหนักและท้าทาย และพยายามเรียนรู้ให้ทำงานได้จริง ทำงานได้ดีขึ้น พร้อมเดินหน้าตามเป้าหมายของตัวเอง

สำหรับครู สิ่งที่น่าสนใจจากเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการที่ลูกชายได้กลับไปทำอาชีพตามที่เรียนมา แต่คือการที่เขาได้ค้นพบว่า ประสบการณ์จากงานที่ดูเหมือนไม่ตรงสาย สามารถนำไปต่อยอดเป็นความสามารถที่มีคุณค่าได้ หากเรารู้จักมองและนำไปใช้ให้เหมาะสม


จาก JD สู่การประเมินความสามารถของตัวเอง

จากเรื่องราวของลูกชาย จะเห็นว่า การประเมินความสามารถของตัวเองไม่ได้เริ่มจากการถามเพียงว่า “เราเรียนจบอะไร” หรือ “เราเคยทำงานตำแหน่งไหนมาแล้ว” แต่ต้องมองให้เห็นด้วยว่า เรามีความรู้ ทักษะ และความสามารถอะไรที่นำไปใช้กับงานที่สนใจได้จริง

เราอาจใช้รายละเอียดใน JD (Job Description) หรือประกาศรับสมัครงานเป็นจุดเริ่มต้น โดย JD มักอธิบายหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่ง ส่วนประกาศรับสมัครงานอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติและเงื่อนไขที่นายจ้างต้องการ

ลองใช้คำถาม 3 ข้อนี้กับตัวเอง

1. งานนี้ต้องการอะไร?

อ่าน JD หรือประกาศรับสมัครงาน แล้วระบุหน้าที่ ความรับผิดชอบ ความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติสำคัญที่งานต้องการ

2. เรามีอะไรที่ตรงกับความต้องการของงาน?

สำรวจจากสิ่งที่เรียนมา งานที่เคยทำ การช่วยงานผู้อื่น กิจกรรม หรือประสบการณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมหาหลักฐานที่แสดงว่าเราทำสิ่งนั้นได้จริง

3. เรายังต้องพัฒนาอะไรเพิ่มเติม?

แยกสิ่งที่มีอยู่แล้วออกจากสิ่งที่ยังขาด แล้วพิจารณาว่าคุณสมบัติใดเป็นเงื่อนไขจำเป็น และเรื่องใดสามารถเรียนรู้หรือพัฒนาเพิ่มเติมได้

ในทาง HR เราสามารถใช้กรอบ KSA ได้แก่ Knowledge, Skills และ Abilities เป็นแนวทางช่วยจัดหมวดหมู่สิ่งที่งานต้องการและสิ่งที่ตัวเรามีอยู่แล้ว จากนั้นจึงเปรียบเทียบกับหลักฐานจากการเรียน การทำงาน และประสบการณ์จริง

เมื่อเห็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่งานต้องการกับความสามารถที่เรามี เราก็จะวางแผนได้ชัดเจนขึ้นว่า ควรนำจุดแข็งข้อใดไปนำเสนอใน Resume ควรพัฒนาทักษะอะไรเพิ่มเติม และควรเลือกสมัครงานแบบใดให้เหมาะกับความพร้อมของตัวเอง

JD จึงไม่ใช่เพียงรายการคุณสมบัติที่ใช้ตัดสินว่าเรามีคุณสมบัติครบหรือไม่ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจงาน สำรวจตัวเอง และวางแผนพัฒนาความสามารถได้ด้วย

การนำผลการสำรวจไปเขียน Resume ไม่ใช่การแต่งประสบการณ์ให้ดูตรงกับงาน แต่เป็นการเลือกนำเสนอความรู้ ทักษะ ความสามารถ และหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้พิจารณาเห็นว่าเรามีอะไรที่สามารถนำไปใช้กับงานนั้นได้จริง

เพราะการรู้จักตัวเองให้ชัด และเข้าใจงานที่ต้องการ จะช่วยให้เราสมัครงานอย่างมีเป้าหมาย พร้อมพัฒนาตัวเองให้เข้าใกล้โอกาสที่ต้องการมากขึ้น

บางครั้งเราอาจไม่ได้ขาดความสามารถอย่างที่คิด แต่อาจยังไม่รู้จักความสามารถของตัวเองดีพอ หรือยังมองไม่เห็นว่าจะนำสิ่งที่มีอยู่ไปเชื่อมโยงกับงานที่สนใจได้อย่างไร

การอ่าน JD ให้เป็น จึงเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เรามองเห็นทั้งสิ่งที่เราทำได้ สิ่งที่ควรพัฒนา และเส้นทางที่เราอยากเดินต่อไป


ครูพี่ตุ้มยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห้นและเรียนรู้จากประสบการณ์ของทุกคนค่ะ

มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง และต่อยอดแนวคิดด้าน HROD ไปด้วยกันที่ Facebook Page: HROD Consultant by "ครูพี่ตุ้ม" https://www.facebook.com/hrodconsultant.by.kru.P.TUM



วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2569

งานแรกไม่จำเป็นต้องตรงสาย 100% แต่ควรพาเราไปข้างหน้า

 ประสบการณ์..เรื่องจริงที่แสดงให้เห็นว่าความสามารถจากงานหนึ่งนำไปใช้กับอีกงานได้

➽..เรียนจบมาเพื่อทำอาชีพหนึ่ง แต่เมื่อโอกาสยังไม่มาถึง เราควรทำอย่างไร? จะรอต่อไป หรือมองหางานอื่นทำระหว่างรอ?


คำถามนี้เคยเกิดขึ้นในครอบครัวของครูเช่นกันค่ะ


ลูกชายเรียนจบระดับปริญญาตรีด้านพาณิชย์นาวี โดยตั้งเป้าหมายอาชีพว่าจะทำงานบนเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมี สายต่างประเทศ แต่การจะก้าวเข้าสู่อาชีพนี้ต้องฝึกอบรมเพิ่มเติมตามข้อกำหนด STCW (Standards of Training, Certification, and Watch keeping for Seafarers) และการอนุมัติใบอนุญาต กรมเจ้าท่า

ในช่วงที่เขากำลังเตรียมตัวนี้ เกิด โควิด-19 ระบาดต่อเนื่อง โอกาสในการเริ่มงานบนเรือจึงไม่ได้เกิดขึ้นทันที

เขารับทำงานชั่วคราว ในการตรวจสอบสินค้าลงเรือ-ขึ้นจากเรือที่ท่าเรือบางปะกง พระประแดง และศรีราชา ทำให้บางช่วงมีงานทำ บางช่วงก็ต้องอยู่บ้าน

ระยะแรกเขายังสนุกกับงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาเริ่มเก็บตัวและบ่นกับแม่อยู่บ่อย ๆ ว่า

“หรือเราเลือกเรียนผิดนะ?”

ครูคิดว่าคนที่กำลังรอโอกาสในชีวิตอาจเคยมีคำถามนี้อยู่ในใจเช่นกัน เมื่อสิ่งที่ตั้งใจไว้ยังไม่เกิดขึ้น เราอาจเริ่มสงสัยในการตัดสินใจของตัวเอง และมองไม่เห็นทางเลือกอื่นที่อยู่ตรงหน้า


1. ก่อนจะตัดสินใจว่าเราไม่มีทางเลือก ลองสำรวจตัวเองก่อน

ครูไม่ได้บอกให้ลูกชายเปลี่ยนสายอาชีพ และไม่ได้ตัดสินว่าการเลือกเรียนพาณิชย์นาวีเป็นการตัดสินใจที่ผิด แต่ชวนให้เขาลองทบทวนตัวเองว่า นอกจากความรู้ด้านการเดินเรือแล้ว เขายังมีความสามารถอะไรอีกบ้าง

ตั้งแต่เด็ก ลูกชายชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ครูไม่ได้ห้าม แต่พยายามสนับสนุนให้เขาใช้ความสนใจนั้นในการเรียนรู้ ทั้งเกมเพื่อการศึกษา การฝึกพิมพ์สัมผัส และการใช้ภาษาอังกฤษผ่านคำสั่งและการสื่อสารในเกม เขาจึงมีทักษะการพิมพ์สัมผัสประมาณ 80 คำต่อนาที และทักษะการใช้ภาษาอังกฤษดี และเรียนรู้การสื่อสารภาษาฝรั่งเศสจากสื่อออนไลน์เอง

นอกจากนี้ เขาได้ช่วยครูทำงานเอกสาร HRM และ HRD ตั้งแต่เขาเรียนมัธยมต้น และใช้ทักษะภาษารับแปลบทความบนเว็บไซต์และตำราเรียนการเดินเรือ  รวมถึงงานแปลคำบรรยายภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นรายได้เสริม เพราะเป็นสิ่งที่เขาสนใจ

เมื่อครูถามว่า เขาคิดว่าตัวเองถนัดอะไร คำตอบที่เขามองเห็นชัดเจนในตอนนั้นคือ การใช้ภาษาอังกฤษและการพิมพ์สัมผัส

แต่ครูอยากให้เขามองกว้างกว่านั้นอีกนิดค่ะ

สิ่งที่เขาทำมาตลอดหลายปีไม่ได้มีเพียงทักษะภาษาและคอมพิวเตอร์ แต่ยังช่วยงานเอกสาร HR ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานจริงด้วย

สิ่งที่เขาเคยมองว่าเป็นเพียงการช่วยงานแม่ทำงาน อาจเป็นประสบการณ์ที่นำไปใช้กับงานอื่นได้ หากเขาเข้าใจว่าตัวเองเคยทำอะไร และทำสิ่งนั้นได้ดีเพียงใด


2. เปลี่ยนจากการคิดว่า “ไม่เคยทำงาน” เป็นการมองให้เห็นว่า “เราเคยทำอะไรได้บ้าง”

ครูชวนลูกลองพิจารณางาน HR Admin. หรืองานใกล้เคียง โดยเริ่มจากดูรายละเอียดงานที่ลงโฆษณา (Job Brief) แล้วให้เขาประเมินด้วยตัวเองว่า งานส่วนใดตรงกับความสามารถและประสบการณ์ที่มีอยู่จริง

เมื่อได้ทบทวน เขาพบว่ามีหลายงานที่เขาคุ้นเคย ทั้งการจัดทำเอกสาร การบันทึกข้อมูล การใช้ภาษาอังกฤษ และการประสานงานบางประเภท

ครูจึงแนะนำให้เขาลองสมัครงานในสายนี้ โดยนำสิ่งที่เคยทำได้จริงมาปรับใน Resume ให้ชัดเจน ไม่กล่าวเกินความสามารถ และไม่สร้างประสบการณ์ที่ไม่มีอยู่จริง


⧭ครูไม่แนะนำให้ปรับ Resume ดูดีเกินจริง แต่ต้องการให้ผู้พิจารณาเห็นความเกี่ยวข้องระหว่างประสบการณ์ของผู้สมัครกับสิ่งที่ตำแหน่งงานต้องการ⧭


เขาจึงปรับ Resume โดยเลือกใช้คำสำคัญที่ตรงกับรายละเอียดงานและสะท้อนทักษะที่มีจริง เพื่อให้ใบสมัครสื่อสารกับระบบคัดกรองและผู้พิจารณาได้ชัดเจนขึ้น

-ไม่นาน... มีบริษัทเรียกเขาสัมภาษณ์ออนไลน์เป็นภาษาอังกฤษ ทั้งตำแหน่ง HR Admin. และ Customer Service

เขาเลือกงาน Customer Service กับบริษัทอเมริกัน ซึ่งเป็นสัญญาจ้างปีต่อปี เพราะยังต้องการเดินหน้าสู่อาชีพเรือ ไม่ได้ตั้งใจเปลี่ยนเป้าหมายชีวิตไปเป็น HR หรือ Admin. อย่างถาวร

การเลือกงานครั้งนั้นจึงไม่ใช่การละทิ้งความฝัน แต่เป็นการเลือกทำงานระหว่างรอโอกาส พร้อมกับพัฒนาตัวเองไปด้วย


3. งานที่เลือกทำระหว่างรอ อาจให้มากกว่าเงินเดือน

ลูกชายทำงาน Customer Service กับบริษัทอเมริกันเกือบ 3 ปี โดยต่อสัญญาจ้าง 2 ครั้ง และทำงานจากบ้าน (WFH) ในช่วงที่สถานการณ์เอื้ออำนวย

ระหว่างนั้น เขาเรียน Excel ระดับ Intermediate ออนไลน์ที่มีประกาศนียบัตร เพื่อเพิ่มทักษะการทำงานของตัวเอง

การทำงาน Customer Service ทำให้เขาได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร แก้ปัญหาให้ลูกค้า และประสานงานกับหน่วยงานอื่นเพื่อส่งเสริมการขายและแก้ปัญหาทางเทคนิคให้ลูกค้า ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานบริการลูกค้าเท่านั้น

จากนั้น เขามีโอกาสทำงานด้าน Customer Service การทำวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (Visa/Work Permit) กับบริษัทฝรั่งเศสขนาดเล็กใกล้บ้าน ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องเอกสารและการประสานงานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น เขาสามารถต่อยอดงานบริการทำ Visa/Work Permit บน Facebook ได้ด้วย

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาเริ่มมองเห็นว่า แม้งานแต่ละงานจะไม่ใช่อาชีพที่เรียนมาโดยตรง แต่ก็อาจช่วยให้เราได้ทักษะ ความรู้ และความมั่นใจที่นำไปใช้กับงานอื่นได้

ที่สำคัญ เขาเริ่มมองเห็นทางเลือกมากขึ้น แทนที่จะคิดว่ามีเพียงสองทาง คือได้ทำงานเรือทันที หรือแปลว่าตัวเองเลือกเรียนผิด


4. ประสบการณ์ที่ไม่ตรงสาย กลับช่วยให้ก้าวสู่อาชีพที่ตั้งใจไว้

เมื่อลูกชายฝึกอบรมเพิ่มเติมครบตามข้อกำหนด และได้รับใบอนุญาตเดินเรือ เขากลับมาสมัครงานในสายอาชีพที่ตั้งใจไว้ โดยนำประสบการณ์และทักษะจากงานที่ทำระหว่างรอมาเรียบเรียงลงใน Resume ด้วย

ปี 2568 เขาได้รับโอกาสทำงานตำแหน่งผู้ช่วยต้นเรือ (3/O) บนเรือบรรทุกน้ำมันสายในประเทศของบริษัทในกลุ่มพลังงานเป็นเวลา 6 เดือน และใช้ช่วงพักระหว่างงานไปอบรมหลักสูตรเรือบรรทุกสารเคมีชั้นสูง (Advanced Chemical Tanker Cargo Operations) เพิ่มเติม เพื่อเตรียมตัวสำหรับทำงานเรือ Tanker oil/chemical สายต่างประเทศ ตามความฝันของเขา

ปัจจุบัน เขาทำงานตำแหน่งผู้ช่วยต้นเรือ (3/o) เรือ Tanker oil/chemical เส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และจีน เขาบอกครูว่า เขาวาง career path ในแนวนอน คือ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ พัฒนาตัวเองให้ทำเป็น ทำให้ได้ดี เพื่อพร้อมทำงานบนเรือต่างประเทศที่มีระวางขนาดใหญ่ขึ้น ก่อนจะเติบโตสู่ career path แนวตั้ง ในตำแหน่ง ต้นหน และ ต้นเรือต่อไป

เส้นทางของเขาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะงานทุกงานตรงกับวุฒิการศึกษา แต่เกิดจากการค่อย ๆ สะสมประสบการณ์ พัฒนาทักษะ และไม่หยุดเตรียมตัวสำหรับโอกาสที่ต้องการ


บทเรียนจากประสบการณ์ของแม่และลูก

เมื่อมองย้อนกลับไป พี่ตุ้มคิดว่าสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ลูกชายได้ทำงานอะไรระหว่างรอ แต่อยู่ที่เขาได้เรียนรู้ที่จะมองเห็นความสามารถของตัวเอง และเข้าใจว่าประสบการณ์แต่ละอย่างสามารถนำไปต่อยอดได้อย่างไร

สำหรับคนที่เพิ่งเรียนจบหรือกำลังรอโอกาสในอาชีพที่ตั้งใจไว้ พี่ตุ้มอยากชวนให้ลองถามตัวเอง 3 ข้อ

·         เรามีความรู้และทักษะอะไรอยู่แล้วบ้าง?

·         มีงานอะไรที่เราสามารถนำความสามารถเหล่านั้นไปใช้ได้จริง?

·         ถ้าเลือกทำงานนั้นในช่วงนี้ เราจะได้เรียนรู้อะไรที่ช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายในอนาคตมากขึ้น?

งานแรกอาจไม่จำเป็นต้องตรงกับสาขาที่เรียนมาทุกประการ แต่การเลือกงานควรพิจารณาทั้งความสามารถที่มี โอกาสเรียนรู้ และทิศทางที่อยากเติบโตต่อไป

เพราะบางครั้ง งานที่เราคิดว่าเป็นเพียงงานระหว่างรอ อาจกลายเป็นพื้นที่ฝึกทักษะที่เราไม่เคยรู้ว่าตัวเองต้องใช้ในอนาคต


⧭ อย่าเพิ่งตัดสินตัวเองว่าไม่มีความสามารถ เพียงเพราะยังไม่ได้ทำงานในฝัน ลองสำรวจสิ่งที่มีอยู่ เรียนรู้จากสิ่งที่ทำ และใช้ทุกโอกาสที่เหมาะสมเป็นก้าวหนึ่งของการเดินทาง⧭

ครูพี่ตุ้มยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้จากประสบการณ์ของทุกคนค่ะ

มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง และต่อยอดแนวคิดด้าน HROD ไปด้วยกันได้ที่ Facebook Page: HROD Consultant by “ครูพี่ตุ้ม”

👉 ที่ https://www.facebook.com/hrodconsultant.by.kru.P.TUM)

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เด็กจบใหม่ก็อยากทำงาน…แล้วทำไมการเริ่มต้นชีวิตทำงานจึงไม่ง่ายอย่างที่คิด?




เรียนจบแล้ว ไม่ได้แปลว่าจะได้งานทันที แล้วถ้ายังหางานไม่ได้…แปลว่าเราไม่เก่งพอหรือเปล่า?

สำหรับคนที่เพิ่งเรียนจบ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ทั้งตื่นเต้นและกดดัน หลังจากใช้เวลาหลายปีในมหาวิทยาลัย ก็ถึงเวลาที่ต้องก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน หลายคนอยากมีรายได้ อยากช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว และอยากพิสูจน์ตัวเองว่าเราก็ทำงานได้เหมือนกัน

แต่เมื่อเริ่มสมัครงาน กลับพบว่า…

  • บางตำแหน่งต้องการคนมีประสบการณ์ ทั้งที่เราเพิ่งเรียนจบ
  • บางงานเรียนมาตรงสาย แต่ทักษะที่นายจ้างต้องการกลับไม่ตรงกับที่เคยเรียน
  • บางบริษัทเปิดรับสมัคร แต่การแข่งขันสูงและมีผู้สมัครจำนวนมาก
  • บางคนสมัครไปหลายแห่งแล้วก็ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ

คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ทำไมเด็กจบใหม่หางานยาก?” แต่เราควรถามด้วยว่า อะไรทำให้การเปลี่ยนจากนักศึกษาไปเป็นคนทำงานเต็มตัวเป็นเรื่องยากขึ้น?

1. ตัวเลขกำลังบอกอะไรเรา?

รายงานข่าวเศรษฐกิจของ ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ซึ่งอ้างข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 401,000 คน เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคนอายุ 20–24 ปีมีประมาณ 174,000 คน หรือคิดเป็น 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมด

ขณะเดียวกัน มีการประเมินว่าประเทศไทยจะมีความต้องการแรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมายประมาณ 1.1 ล้านตำแหน่ง ในช่วงปี 2568–2572 โดยความต้องการส่วนใหญ่กระจุกตัวในอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและหุ่นยนต์ ตลอดจนอุตสาหกรรมดิจิทัล

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ เด็กจบใหม่ 1.74 แสนคน เสี่ยงตกงาน เหตุทักษะไม่ตรงตลาดแรงงาน วันที่ 7 ตุลาคม 2569 อ้างข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความท้าทายในการเข้าสู่ตลาดแรงงานของคนวัยเริ่มต้นทำงาน อย่างไรก็ตาม คนอายุ 20–24 ปีที่ว่างงานไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นบัณฑิตจบใหม่ จึงควรใช้ตัวเลขนี้อย่างระมัดระวัง

เมื่อมองอีกด้านหนึ่ง ตลาดยังมีความต้องการแรงงานในหลายอุตสาหกรรม เราจึงควรตั้งคำถามว่า หากมีตำแหน่งงานที่ต้องการคน แล้วเหตุใดคนที่กำลังหางานกับงานที่เปิดรับจึงอาจยังไม่พบกัน?

คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่ความไม่สอดคล้องระหว่างความรู้และทักษะของผู้สมัครกับความต้องการของงาน แต่ยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ทั้งประสบการณ์ที่นายจ้างคาดหวัง ภาวะเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

เรียนจบแล้ว แต่ความรู้ตรงกับงานหรือยัง?

จากประสบการณ์การทำงานด้าน HR ของพี่ตุ้ม เคยมีโอกาสไปร่วมงาน Job Fair ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในช่วงเวลานั้นบริษัทที่พี่ตุ้มทำงานอยู่ต้องการบุคลากรด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม หรือ SHE รวมถึงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ (จป.วิชาชีพ)

มีนิสิตชั้นปีที่ 4 จากภาควิชาสิ่งแวดล้อมมาสมัครงานหลายคน น้อง ๆ มีไหวพริบและอุปนิสัยดี อีกทั้งความรู้ที่เรียนมาก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานที่บริษัทต้องการ

แต่เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติของตำแหน่ง กลับพบข้อจำกัดสำคัญ คือ น้อง ๆ ยังไม่มีคุณสมบัติเฉพาะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่ง จป.วิชาชีพตามเงื่อนไขที่ใช้ในเวลานั้น จึงไม่สามารถสมัครหรือเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวได้ตามที่บริษัทต้องการ

พี่ตุ้มเคยพบอีกกรณีหนึ่ง คือบัณฑิตสาขาวิศวกรรมอุตสาหการที่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวข้องกับงาน สามารถเรียนรู้งานได้รวดเร็ว และได้รับคำชมจากผู้บริหารชาวญี่ปุ่น แต่การมีความรู้ที่เกี่ยวข้องเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ทำให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่มีข้อกำหนดเฉพาะได้โดยอัตโนมัติ

 ประสบการณ์ทั้งสองกรณีทำให้พี่ตุ้มมองเห็นประเด็นสำคัญว่า การเรียนจบในสาขาที่เกี่ยวข้องเป็นพื้นฐานที่ดี...แต่บางตำแหน่งยังต้องการคุรสมบัติ หรือความสามารถเฉพาะเพิ่มเติมด้วย

3. แล้วใครควรมีส่วนรับผิดชอบในการเตรียมความพร้อม?

เมื่อพิจารณาจากทั้งข้อมูลตลาดแรงงานและประสบการณ์จริง เราอาจเห็นว่าปัญหาการหางานของบัณฑิตไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ð       ตัวนักศึกษา ต้องพยายามทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เรียนมานำไปใช้กับงานอะไรได้บ้าง และหาวิธีแสดงให้นายจ้างเห็นว่าตนเองมีความรู้หรือทักษะที่เกี่ยวข้องอย่างไร

ð       สถาบันการศึกษา ควรมีช่องทางรับฟังความต้องการของภาคธุรกิจ และช่วยให้นักศึกษาเข้าใจลักษณะงาน คุณสมบัติที่จำเป็น ตลอดจนแนวทางพัฒนาความสามารถเพิ่มเติม

ð       นายจ้างและ HR ก็มีบทบาทในการสื่อสารความต้องการของตำแหน่งงานให้ชัดเจน และพิจารณาว่าความสามารถใดจำเป็นต้องมีตั้งแต่เริ่มงาน กับความสามารถใดที่สามารถพัฒนาผ่านการสอนงานและประสบการณ์จริงได้

การเชื่อมโยงทั้งสามฝ่ายไม่ได้รับประกันว่าบัณฑิตทุกคนจะได้งานทันที แต่ช่วยเพิ่มโอกาสให้การศึกษา การเตรียมความพร้อม และความต้องการของตลาดแรงงานเชื่อมต่อกันได้ดีขึ้น

 จากคำถามว่า “ทำไมยังหางานไม่ได้?” สู่คำถามว่า “เราจะเตรียมตัวให้พร้อมขึ้นได้อย่างไร?”

สำหรับคนที่เพิ่งเรียนจบ การยังไม่ได้งานไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความสามารถ แต่อาจเป็นจุดที่ต้องกลับมาทบทวนว่า งานที่ต้องการนั้นต้องใช้ความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติอะไรบ้าง และเรามีสิ่งเหล่านั้นพร้อมแล้วมากน้อยเพียงใด

ขณะเดียวกัน การเตรียมคนให้พร้อมทำงานก็ไม่ใช่หน้าที่ของบัณฑิตเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องที่ผู้เรียน สถาบันการศึกษา นายจ้าง และ HR ควรช่วยกันเชื่อมต่อ

เพราะการเรียนจบเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตทำงาน แต่การทำให้ความรู้ที่มีเปลี่ยนเป็นความสามารถในการทำงานจริง ต้องอาศัยทั้งการเตรียมตัว โอกาส และระบบที่ช่วยให้คนได้เรียนรู้

แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?

ครูพี่ตุ้มยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้จากประสบการณ์ของทุกคนค่ะ

มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง และต่อยอดแนวคิดด้าน HROD ไปด้วยกันได้ที่ Facebook Page: HROD Consultant by “ครูพี่ตุ้ม”

👉 [ติดตามและร่วมพูดคุยที่ Facebook Page]    https://www.facebook.com/hrodconsultant.by.kru.P.TUM


วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569

รู้จัก "ครูพี่ตุ้ม"






รู้จักครูพี่ตุ้ม

HROD จากประสบการณ์จริง

ครูพี่ตุ้ม หรือ อ.พรทิพา สมประสงค์ มีประสบการณ์ทำงานและพัฒนางานด้านทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาองค์กร (Human Resource and Organization Development: HROD) มากกว่า 25 ปี ผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรหลากหลายรูปแบบและหลากหลายวัฒนธรรม ก่อนเกษียณจากการทำงานประจำ และก้าวสู่บทบาทที่ปรึกษาและผู้ถ่ายทอดความรู้ด้าน HROD อย่างอิสระ

ตลอดเส้นทางการทำงาน ครูพี่ตุ้มได้เรียนรู้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรไม่ได้มีสาเหตุมาจากตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อาจเชื่อมโยงกับโครงสร้างองค์กร ระบบบริหารจัดการ กระบวนการทำงาน และวิธีการสื่อสารภายในองค์กรด้วย

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เชื่อว่า การพัฒนาคนให้ได้ผล ต้องมองให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง คน งาน และระบบขององค์กร ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า

พื้นที่แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ HROD

บล็อกนี้จัดทำขึ้นเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ แนวคิด และบทเรียนจากการทำงานจริง รวมถึงแนวทางและเครื่องมือด้าน HROD ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้

เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การทำงานของ HR การวิเคราะห์ปัญหาในองค์กร การออกแบบโครงสร้างและระบบงาน การประเมินค่างานและโครงสร้างเงินเดือน สมรรถนะบุคลากร ตลอดจนการพัฒนาคนและองค์กรให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ แต่คือการชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และมองเห็นแนวทางนำความรู้ไปใช้กับโจทย์จริงของตนเองและองค์กร

สำหรับใคร?

  • คนทำงาน HR ที่ต้องการพัฒนาจากการทำงานประจำวัน ไปสู่การคิดวิเคราะห์และออกแบบระบบงาน HR ได้อย่างเป็นระบบ

  • ผู้บริหารและองค์กร ที่ต้องการพัฒนาระบบงาน โครงสร้างองค์กร และศักยภาพของบุคลากรให้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจ

  • ผู้สนใจด้านการพัฒนาคนและองค์กร ที่ต้องการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดในตำรา

ครูพี่ตุ้มหวังว่า พื้นที่แห่งนี้จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนมุมมอง และนำสิ่งที่เรียนรู้ไปต่อยอดในการทำงานได้จริง

เพราะ HROD ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาคน แต่คือการพัฒนาคน งาน และระบบองค์กรให้เติบโตไปด้วยกัน

゚'゚・✿.。.:* *.:。✿*゚'゚・✿.。.:* *.:。✿*゚¨゚✎・ ✿.。.:* *.:。✿*゚¨゚✎・ ✿.。.:*.:。✿*゚¨゚✎・ ✿.。.




วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ภาพค่าตอบแทน..ปี 2561

ปี 2561 พนักงานรายวัน และ พนักงานรายเดือนมี เฮ จากการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี และ ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แม้จะประกาศผลช้ากว่าทุกปีก็ตาม

จากรายงานการสำรวจค่าตอบแทนปี 2560/2561 ของหลายสำนัก สรุปการปรับขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยประมาณ 5.15 – 5.3% ซึ่งต่างจากปีที่ผ่านมาไม่มากนัก 0.1 - 0.2% หากเปรียบเทียบอัตราการปรับขึ้นเงินเดือนช่วงปี 2553 – 2559 พบว่ามีการปรับสูงขึ้นในช่วงแรกประมาณ 6-7% และจะลดลงในปีต่อมาคือ 2557 – 2559 ประมาณ 5% 
หลายบริษัทปรับวิธีการจ่ายค่าตอบแทนอื่นชดเชยแทน โดยผูกโยงกับผลงาน (Performance) ตามสัดส่วนของแต่ละคนที่เพิ่มมากขึ้น เช่น การจ่ายโบนัส (แต่เดิมมักจ่ายเท่ากันหมดทั้งองค์การ) -> การจ่ายตามผลงานรายบุคคล + ผลงานของทีมงาน (หรือหน่วยงาน) + ผลประกอบการของบริษัท เป็นต้น 
และอัตราการปรับเงินเดือนในปีหน้ามีแนวโน้มจะอยู่ประมาณนี้


สำหรับพนักงานรายวัน  กระทรวงแรงงาน ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศในอัตรา 8-22 บาท (หรือ 308 บาท – 330 บาท/ วัน) มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2561 

 และ กองทุนประกันสังคมกำลังดำเนินการเสนอแนวทางการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนมากขึ้นตามอัตราการจ่ายเงินสมทบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์แก่ผู้ประกันตน แต่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจาก 750 บาท (คิดที่ฐานเงินเดือน 15000 บาท) เป็น 1000 บาท (คิดที่ฐานใหม่เงินเดือน 2000 บาท) นั่นคือ บริษัทจะต้องส่งเงินสมทบเพิ่มมากขึ้นด้วย

การปรับเปลี่ยนนี้ เป็นโจทย์ที่บริษัท/สถานประกอบการต้องรับมือและพิจารณากำหนดแนวทางบริหารจัดการ"ค่าตอบแทน"เหมาะสมและลงตัวกับรายรับ-รายจ่ายสร้างกำไรและขณะเดียวกันต้อง สร้างความพึงพอใจให้กับพนักงานที่มีศักยภาพสร้างผลงานความก้าวหน้าให้กับธุรกิจต่อไป  

“ค่าตอบแทน” นับได้ว่าเป็นหมวดค่าใช้จ่ายที่ใหญ่ที่สุดในงบประมาณค่าใช้จ่ายต่างๆ ของบริษัท และเป็นประเด็นที่มีความสำคัญหนึ่งที่ผู้บริหารต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกระดับระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพราะ “ ค่าตอบแทน” เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเพื่อให้เกิดผลงาน เปรียบเสมือนเหรียญ 2 ด้าน คือ "ค่าตอบแทน" เป็น ”รายได้ “ ของลูกจ้าง และ เป็น ”ต้นทุน” ของนายจ้าง นอกจากนั้น เป็นกลไกสำคัญนำไปเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการด้านอื่นๆ  เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินกิจการขององค์การบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

ดังนั้น ควรจะบริหารค่าตอบแทน แบบใดดี จึงจะ "โดนใจนายจ้าง" และ "ผูกใจลูกจ้าง" ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์ที่หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ในครั้งต่อไปค่ะ

ครูพี่ตุ้ม 3-02-2561
#ค่าตอบแทน #การปรับขึ้นเงินเดือน 2561 #อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 2561

แนะนำตัว

รู้จัก "ครูพี่ตุ้ม"

รู้จักครูพี่ตุ้ม HROD จากประสบการณ์จริง ครูพี่ตุ้ม หรือ อ.พรทิพา สมประสงค์ มีประสบการณ์ทำงานและพัฒนางานด้านทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาอง...