href='https://googleapis.com' rel='stylesheet' type='text/css'/> HROD consultant by ครูพี่ตุ้ม

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

กว่าจะเป็นสุภาพบุรุษนักเดินเรือ (3) ..หนึ่งปีบนเรือ: ประสบการณ์ที่หล่อหลอมคนเรือ

 

หลังจากเพื่อน ๆ รุ่น 36 เลือกบริษัทเรือเพื่อออกฝึกภาคปฏิบัติทางทะเลเป็นเวลาหนึ่งปีกันไปหมดแล้ว ส่วนใหญ่เลือกลงเรือบรรทุกสินค้าทั่วไปที่เดินเรือไปญี่ปุ่นและยุโรป

ส่วนผมยังต้องเรียนซ่อมวิชาเคมีและสถิติร่วมกับน้อง ๆ นดร. รุ่น 37 และ 38 จนในที่สุดก็เรียนครบทุกวิชาตามหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต จากนั้นจึงเริ่มหาเรือเพื่อฝึกภาคปฏิบัติ

ผมได้รับโอกาสให้ไปฝึกบนเรือ TMN PIONEER บริหารจัดการโดย Thome Ship Management (Thailand) เป็นเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมี อาจารย์บอกผมว่า ผมได้รับโอกาสที่ดีมาก เพราะได้เริ่มต้นชีวิตคนเรือกับบริษัทที่มีระบบการจัดการเรือที่ดี

วันแรก ๆ กับชีวิตบนเรือจริง

ผมหอบสัมภาระขึ้นเรือพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ถึง 4 ใบ ซึ่งแม่กับพี่สาวช่วยกันจัดเตรียมให้ ทั้งยา อาหารสำเร็จรูป เสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัว เรียกว่าจัดให้แบบยกโหล เพื่อให้ผมใช้ชีวิตอยู่บนเรือได้อย่างไม่เดือดร้อนตลอดหนึ่งปี

เช้ามืดวันหนึ่ง ประมาณตีห้า ผมออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปลงเรือเล็กที่ท่าเรือมาโคโปโล แหลมฉบัง เพื่อเดินทางไปขึ้นเรือ TMN PIONEER ซึ่งทอดสมออยู่กลางทะเล

แค่ก้าวแรกก็ทำเอาใจผมไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้วครับ ผมต้องใช้สมาธิอย่างมากในการหาจังหวะก้าวจากเรือเล็กขึ้นเรือใหญ่ ต้องระวังไม่ให้พลาดตกน้ำหรือถูกเรือสองลำกระแทกเข้าหากัน จากนั้นยังต้องไต่บันไดลิงขึ้นไปบนเรือ ซึ่งสูงประมาณตึกสามชั้น โดยมีพี่ ๆ บนเรือคอยช่วยดึงตัวผมขึ้นไป

สิ่งแรกที่ทำให้รู้สึกดีคือ ผมมีห้องพักส่วนตัว กัปตันจัดให้ผมพักร่วมกับลูกเรือฝ่ายห้องเครื่อง โดยมีพี่ห้องคอยแนะนำเรื่องการกินอยู่และการใช้พื้นที่ต่าง ๆ บนเรือ ส่วนต้นเรือเป็นผู้ดูแลตารางการฝึกภาคปฏิบัติ และมีผู้ช่วยต้นเรือ (3/O) เป็นพี่เลี้ยงในการปฏิบัติงานของผม

การเรียนรู้จากกัปตัน ต้นเรือ และพี่ ๆ บนเรือ

โดยนิสัยส่วนตัว ผมเป็นคนพร้อมลุยงานหนัก ไม่บ่น ไม่ชอบนินทาหรือตั้งวงจับกลุ่มพูดคุยอะไร ผมตั้งใจทำงานและไม่เคยปฏิเสธงานที่ได้รับมอบหมาย

แต่เมื่อได้ขึ้นมาทำงานจริง ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ค่อยได้ ทั้งที่หลายเรื่องเป็นสิ่งที่เคยเรียนมาแล้ว ผมไม่เข้าใจว่าจะต้องทำอะไรและเริ่มต้นอย่างไร บางครั้งรู้สึกว่าตัวเองเกะกะการทำงานของทีมมากกว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระ

ต้นเรือจึงให้ผมหยุดช่วยทีมทำงานไปก่อน แล้วให้อ่านคู่มือและศึกษากระบวนการทำงานของเรือ TMN PIONEER แทน การอ่านคู่มือทำให้ผมเริ่มเข้าใจภาพรวมของกระบวนการทำงานบนเรือ รวมถึงระบบความปลอดภัยต่าง ๆ มากขึ้น

แต่เมื่อได้รับมอบหมายให้ช่วยงานสรั่งและ 3/O ผมก็คิดว่าตัวเองเข้าใจและทำได้ เพียงแต่ยังทำงานช้า เพราะกังวลว่าจะเกิดความผิดพลาด และถ้าไม่มีใครสั่ง ผมก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อ

ผมเริ่มสังเกตสีหน้าของพี่ ๆ รู้สึกได้ว่าหลายคนคงระอาผม และถ้าเลี่ยงได้ก็คงไม่อยากมอบหมายงานให้ผมทำ เวลาผมถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม พี่ ๆ ก็มักจะส่งต่อกันไปมา

ช่วงนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เสียใจและผิดหวังกับตัวเองมากว่า ทำไมถึงไร้ความสามารถได้ขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว

ความกดดันและคำสอนที่ว่า ต้องเป็น SEAFARER ไม่ใช่แค่มาทนอยู่บนเรือ

เมื่อผ่านไปประมาณเดือนที่สอง กัปตันเรียกผมไปพบ โดยมีต้นเรืออยู่ด้วย ผมถูกตำหนิอย่างหนักด้วยคำพูดที่ทำให้สะเทือนใจ

“ฝึกมาเดือนกว่าแล้ว เอ็งทำตัวให้เป็น SEAFARER หน่อยสิวะ อ่อนแอ เหยาะแหยะ เหงอะงะอยู่นั่นแหละ มันยากตรงไหน หรือติดอะไรบอกมา จะได้ทำงานเป็นเสียที จะฝึกต่อไหม”

ผมเสียใจมาก และไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ ๆ ถึงไม่สอนขั้นตอนการทำงานให้ผม แต่กลับมาถามว่าผมจะตัดสินใจหยุดฝึกหรือไปต่อ ผมรู้สึกอับอายและไม่อยากพบหน้าใครเลย

ผมคิดถึงแม่มาก คืนนั้นเมื่อเรือทอดสมอศรีราชา ผมจึงโทรไปเล่าให้แม่ฟังว่า ผมอาจต้องยุติการฝึก Cadet พร้อมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ผมถูกตำหนิ

แม่รับฟังผมทุกเรื่องโดยไม่ต่อว่าหรือตำหนิซ้ำ ผมรู้ว่าแม่เข้าใจนิสัยของผมดีว่า ผมไม่ใช่คนเกียจคร้าน เป็นคนอดทน และสุภาพ

แม่อธิบายให้ผมฟังว่า

“เรือน้ำมันอย่าง TMN PIONEER เป็นพื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงมาก ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงชีวิตและก่อให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงได้ รุ่นพี่เขาจึงไม่มีเวลามาคอยประคบประหงมหนูเหมือนตอนเป็นนักเรียน แต่เขาต้องการให้หนูปรับตัวจากการเป็นนักเรียน มาเป็นคนทำงานบนเรือจริง ๆ

การที่เขาปรับวิธีสอน ให้หนูทำงาน และพูดตำหนิหนู อาจเป็นเพราะเขาต้องการให้หนูปรับปรุงตัว ไม่ได้หมายความว่าเขาเกลียดหนู

แม่อยากให้หนูลองคิดทีละเรื่อง เริ่มจากปรับพฤติกรรมการแสดงออกก่อน เพราะเป็นสิ่งที่คนอื่นมองเห็นได้ชัดกว่าความรู้หรือทักษะที่หนูยังต้องพัฒนา

แม่อยากให้หนูมีความกระตือรือร้น ตื่นตัวอยู่เสมอ เวลาทำงานต้องกระฉับกระเฉง สังเกตว่าพี่ ๆ กำลังทำอะไร และมีอะไรที่เราจะช่วยได้บ้าง ไม่ใช่เพียงเดินไปถามว่ามีอะไรให้ช่วย แต่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าด้วย

ตัวอย่างเช่น ถ้าพรุ่งนี้มีการรับน้ำมัน หนูก็ควรศึกษาจากคู่มือให้รู้ว่าต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรและมีขั้นตอนอย่างไร เมื่อถึงเวลาทำงานจริง หนูจะได้ช่วยพี่ ๆ ได้ ไม่ใช่รอให้เขาบอกทุกอย่าง

อีกอย่างหนึ่ง หนูเป็นเด็กที่สุดในกลุ่มคนทำงาน จึงต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ ไม่แสดงอาการอึดอัด ซึมเศร้า หรือเสียใจจนไม่สามารถทำงานต่อได้ เวลามีคนสั่งงานก็ควรขานรับให้ชัดเจนและมั่นใจ เพื่อให้รู้ว่าเราได้ยินและเข้าใจคำสั่งแล้ว เมื่อทำงานเสร็จต้องรายงานผล ไม่ใช่ทำแล้วหายไปเลย

แม่ช่วยรับฟังและแนะนำเรื่องพฤติกรรมการทำงานให้หนูได้ แต่เรื่องความรู้และทักษะในการทำงาน หนูต้องเป็นคนพัฒนาตัวเองให้สามารถทำได้ จนทำเป็นด้วยตัวเอง”

เริ่มปรับตัวทีละวัน และพัฒนาตัวเองทีละเดือน

หลังจากคุยกับแม่ ผมเริ่มกลับมาทบทวนและปรับปรุงตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องความตื่นตัวและการรู้หน้าที่

ผมพยายามไม่เดินไปเดินมาอย่างไม่มีจุดหมาย แต่เดินให้รวดเร็วและทะมัดทะแมงขึ้น คอยสังเกตว่าพี่ ๆ กำลังทำอะไร และมีงานส่วนไหนที่ผมจะเข้าไปช่วยได้บ้าง


เวลาว่างจากการเข้าเวร ผมจะหาโอกาสถามพี่ ๆ สรั่งหรือนายประจำเรือ เช่น “พี่ครับ งานตรงนี้ทำอย่างไรครับ” หรือ “ปั๊มตัวนี้มีสเปกเท่าไรครับ”

ผมจดบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ไว้ด้วย เพราะหลายเรื่องเป็นความรู้จากประสบการณ์จริงที่ไม่มีอยู่ในตำราเรียน และผมพยายามไม่ถามเรื่องเดิมซ้ำ ๆ หากเป็นเรื่องที่สามารถกลับไปอ่านหรือทบทวนเองได้

อีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมากคือการสวมใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยให้ถูกต้องครบถ้วน ไม่ละเลยข้อกำหนดต่าง ๆ

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมรู้สึกว่าตัวเองปรับตัวได้ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับสัปดาห์แรกที่ขึ้นเรือ แม้จะยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ แต่ผมก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า การเป็นคนเรือไม่ได้อาศัยเพียงความรู้จากห้องเรียนหรือความอดทนเท่านั้น ผมต้องพัฒนาตัวเองและก้าวต่อไปทีละเดือน ๆ

เมื่อเห็นสถานที่ที่คุ้นเคย ก็เหมือนได้กลับบ้าน

เรือ TMN PIONEER เดินเรือรับส่งน้ำมันและสารเคมีภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงท่าเรือภายในประเทศไทยด้วย

ทุกครั้งที่เรือแวะท่าไทยออยล์ที่แหลมฉบัง หรือแล่นผ่านบริเวณเขาภูไบ ผมมักรู้สึกดีเป็นพิเศษ เพราะเป็นสถานที่ที่แม่เคยทำงาน และเป็นพื้นที่ที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กในช่วงปิดเทอม

ทุกครั้งที่ได้เห็นสถานที่เหล่านั้น ผมรู้สึกเหมือนได้กลับมาอยู่ใกล้บ้านอีกครั้ง เป็นความรู้สึกเล็ก ๆ ที่ช่วยเติมกำลังใจให้ผมได้มาก

บางที แค่ได้เห็นหลังคาบ้านจากระยะไกล ก็ทำให้คนที่อยู่ไกลบ้านรู้สึกใจฟูขึ้นมาได้แล้วครับ


ตอนต่อไป ชีวิตผม Cadet บน TMN PIONEER TANKER ครับ


วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

กว่าจะเป็นสุภาพบุรุษนักเดินเรือ (2): จากเด็กใหม่สู่ชีวิตนักเรียนเดินเรือ

...เมื่อย้อนกลับไป ผมไม่แน่ใจว่าชีวิตถูกกำหนดให้เป็นคนเรือจริง ๆ หรือเปล่า เพราะตอนนั้นผมไม่ได้มีความฝันอยากทำงานเรือเลยด้วยซ้ำ แต่การตัดสินใจในวันนั้นพาผมเข้าสู่โลกที่แทบไม่รู้จัก และทำให้ผมต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย กว่าจะเข้าใจว่าการเป็นคนประจำเรือจริง ๆ หมายถึงอะไร

 

วันแรกของชีวิตนักเรียนพาณิชย์นาวี


วันแรกที่เข้าเรียน ผมต้องตัดผมสั้นที่สุดในชีวิต เตรียมของใช้ส่วนตัวใส่ตะกร้าผ้า แล้วไปเข้าแถวรอเรียกตัวเข้าพักในหอพัก ซึ่งมีรูปทรงคล้ายเรือสีฟ้า-น้ำเงิน-ขาว


ชีวิตในหอพักไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเลือกทำอะไรตามใจตัวเอง เพราะเราต้องเรียนรู้ระเบียบตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างการจัดเตียง เก็บของใช้ส่วนตัว แต่งกาย ทำความสะอาดห้อง ไปจนถึงการเข้าแถวและทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้ตรงเวลา

นักเรียนใหม่จะมีรุ่นพี่ปี 2 ที่เรียกว่า “พี่ห้อง” คอยแนะนำการใช้ชีวิตในหอพักและกฎกติกาต่าง ๆ รวมถึงช่วยให้คำปรึกษาเรื่องการเรียนและการปรับตัว ส่วนในแต่ละตอนจะมี “นายตอน” ซึ่งเป็นรุ่นพี่ปี 3 หรือปี 4 ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย ตรวจความพร้อมและการเข้าแถว รวมทั้งเป็นตัวกลางถ่ายทอดคำสั่งและตารางปฏิบัติงานจากครูฝึกมายังนักเรียนในตอน

พูดง่าย ๆ คือ เราไม่ได้มีแค่ครูฝึกที่ต้องฟังคำสั่ง แต่ยังมีระบบรุ่นพี่รุ่นน้องและผู้รับผิดชอบในแต่ละระดับให้เรียนรู้ด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องปรับตัวอย่างมากในช่วงแรก คือการไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ติดต่อกับครอบครัว ช่วงเทอมแรกเราไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ ซึ่งสำหรับชีวิตวัยรุ่นในเวลานั้นก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย

ผมจึงใช้วิธีเขียนบันทึกลงในสมุดทุกวัน เล่าเรื่องที่ผมพบเจอ ทั้งเรื่องเรียน การฝึก และเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน เมื่อถึงช่วงที่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน ผมจะนำสมุดเล่มนั้นไปให้แม่อ่าน

ผมจำได้ว่าเวลารับกลับบ้าน รุ่นพี่จะมายืนควบคุมการเรียกชื่อและส่งนักเรียนกลับทีละคนบริเวณหน้าโรงเรียน

เมื่อมองย้อนกลับไป ช่วงเวลานั้นทำให้ผมได้ฝึกสื่อสารอีกแบบหนึ่ง และได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งโทรศัพท์ตลอดเวลา

 

ไม่ได้มีแค่เรียนหนังสือ แต่ต้องฝึกให้พร้อมใช้ชีวิตแบบชาวเรือ

 

หลักสูตรมีทั้งวิชาการที่เรียนในห้องเรียนเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป และการฝึกภาคปฏิบัติที่เข้มข้น เพื่อเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมกับชีวิตและการทำงานบนเรือ


สิ่งที่ผมจำได้ดีคือ การฝึกระเบียบวินัยและความอดทน บางครั้งเพียงทำอะไรผิดระเบียบหรือไม่เป็นไปตามคำสั่ง ก็อาจถูกลงโทษด้วยวิธีฝึกทางกายคล้ายการฝึกทหาร เช่น วิดพื้น โหนบาร์ หรือการฝึกท่าทางต่าง ๆ ที่ทำให้เหนื่อยและเจ็บตัวอยู่ไม่น้อย มีทั้งหัวถลอก รอยช้ำตามตัว และหลายครั้งก็เหนื่อยจนแทบไม่ไหว แต่ก็ต้องพยายามอดทนต่อไป ผมยอมรับว่าบางครั้งน้ำตาคลอเหมือนกันครับ เพียงแต่ตอนนั้นเราก็พยายามประคองตัวเองให้ผ่านแต่ละวันไปให้ได้


เมื่อมองย้อนกลับไป ผมเริ่มเข้าใจว่าการฝึกไม่ได้ต้องการให้เราแข็งแรงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้เรารู้จักควบคุมตัวเอง ทำตามขั้นตอน มีวินัย และทำงานร่วมกับคนอื่นได้ แม้ในเวลาที่เหนื่อยหรืออยู่ภายใต้ความกดดัน


แม่ขอแทรกมุมมอง HROD สักนิด


สิ่งที่นักเรียนใหม่กำลังเผชิญอยู่ มองได้ว่าเป็นกระบวนการ Onboarding หรือการปรับตัวเข้าสู่ระบบและวัฒนธรรมของสถาบันและวิชาชีพ ไม่ใช่เพียงการปฐมนิเทศเพื่อบอกกฎระเบียบเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้วิถีชีวิต บทบาทหน้าที่ การอยู่ร่วมกัน และความคาดหวังของอาชีพที่กำลังจะก้าวเข้าไป

สำหรับวิชาชีพคนประจำเรือ เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเมื่อขึ้นไปทำงานบนเรือ ทุกคนต้องอยู่ร่วมกันในพื้นที่จำกัด มีหน้าที่รับผิดชอบของตนเอง ต้องทำงานเป็นทีม และต้องตระหนักอยู่เสมอว่าความผิดพลาดบางอย่างอาจกระทบต่อความปลอดภัยของทั้งลำ


ส่วนการฝึกทักษะใหม่ ๆ ตั้งแต่การใช้ชีวิตตามระเบียบ การทำงานร่วมกัน การเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ ไปจนถึงทักษะพื้นฐานของวิชาชีพ เป็นการพัฒนาทักษะสำหรับการเข้าสู่อาชีพ (Initial Skill Development) ซึ่งต้องต่อยอดไปสู่ความรู้และทักษะเฉพาะทางตามหลักสูตรและมาตรฐานวิชาชีพทางทะเล เช่น STCW ในลำดับต่อไป

ดังนั้น การฝึกจึงควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ต้องการพัฒนาความพร้อมด้านใด และสิ่งที่ฝึกจะนำไปใช้กับการทำงานจริงอย่างไร


เส้นทางที่ไม่ได้มีแต่คนเดินไปถึงเส้นชัย

นอกจากการเรียนและการฝึกที่หนักแล้ว การใช้ชีวิตภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดก็เป็นอีกเรื่องที่ทุกคนต้องปรับตัว


เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มเห็นเพื่อนบางคนทยอยออกไปทีละคนสองคนในแต่ละเทอม บางคนเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ บางคนเปลี่ยนไปเรียนสายวิชาชีพอื่น เพราะค้นพบว่าเส้นทางนี้อาจไม่ใช่ชีวิตที่ต้องการ

ส่วนผมเองก็ไม่ได้เรียนจบพร้อมเพื่อนรุ่นเดียวกันทั้งหมด เพราะต้องกลับมาเรียนซ้ำและซ่อมวิชาเคมีกับสถิติ ทำให้ใช้เวลาเรียนมากกว่าคนอื่นอีกหนึ่งปี ในช่วงที่เพื่อนบางคนเรียนจบและออกไปฝึกภาคปฏิบัติบนเรือแล้ว ผมยังต้องกลับมาเก็บวิชาที่ค้างอยู่ให้ผ่านก่อน


ยอมรับว่ามีช่วงที่รู้สึกท้อเหมือนกัน แต่สุดท้ายผมก็เรียนจนจบหลักสูตร และได้ออกไปฝึกภาคปฏิบัติบนเรือเป็นเวลาหนึ่งปีตามเส้นทางของนักเรียนเดินเรือ

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่าการเรียนในช่วงนั้นไม่ได้สอนแค่วิชาการหรือทักษะการเดินเรือ แต่ยังทำให้ผมได้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่า ผมจะอดทนกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคยได้แค่ไหน และพร้อมจะเดินต่อในเส้นทางที่เลือกไว้หรือไม่


สำหรับผม การผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ก็ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของชีวิตครับ

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือการออกจากห้องเรียนไปใช้ชีวิตและฝึกงานบนเรือจริงเป็นเวลาหนึ่งปี


ในตอนต่อไป ผมจะเล่าถึงปีที่ห้า ซึ่งเป็นปีแห่งการฝึกภาคปฏิบัติบนเรือ หลังจากเรียนภาคทฤษฎีมาแล้วสี่ปี ว่าชีวิตนักเรียนเดินเรือเมื่อก้าวจากห้องเรียนไปอยู่บนเรือจริงเป็นอย่างไร และประสบการณ์ในปีนั้นเปลี่ยนมุมมองของผมต่ออาชีพนี้อย่างไรบ้าง

แล้วพบกันในตอนต่อไปครับ ⚓

อ้างอิง ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า https://web.mmtc.ac.th/

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569

กว่าจะเป็นสุภาพบุรุษนักเดินเรือ (1): ชีวิตผมไม่ได้เริ่มจากความฝันอยากเป็นคนเรือ ⚓


 ถ้ามีใครถามผมว่า ตั้งแต่เด็กอยากเป็นอะไร ผมตอบได้ทันทีครับว่า ผมอยากเป็นหมอ

ฟังดูดีใช่ไหมครับ ติดอยู่นิดเดียวว่า คะแนนวิชาวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ของผมไม่ได้แข็งแรงขนาดที่จะทำให้คนรอบข้างมั่นใจในความฝันนี้เท่าไรนัก ส่วนภาษาอังกฤษน่ะหรือครับ อันนี้ผมมั่นใจกว่าเยอะ

เวลาผมบอกใครว่าอยากเป็นหมอ หลายคนจะยิ้มอ่อน ๆ แล้วมองหน้าผมคล้ายจะถามว่า “แน่ใจนะ?” ผมเลยไม่ค่อยพูดเรื่องนี้กับใคร มีเพียงแม่ที่รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่


ความฝันแรกที่ไม่ได้ไปต่อ

ช่วงปลายเทอม ม.6 ผมสมัครสอบตรงเข้าเรียนแพทยศาสตร์ และไม่น่าเชื่อว่า ผมสอบผ่านการคัดเลือกให้ไปสัมภาษณ์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้จริง ๆ ครับ

แต่ชีวิตก็มีวิธีเล่นตลกกับเราอยู่เหมือนกัน

ผมต้องกลับไปสอบซ่อมวิชาเคมีที่โรงเรียน จึงไม่ได้ไปสัมภาษณ์ตามกำหนด โอกาสเรียนแพทย์ตามความฝันครั้งนั้นก็เลยผ่านไป

เรื่องนี้แทบไม่มีใครรู้ นอกจากแม่

หลังจากนั้น ผมสอบผ่าน GAT-PAT และสอบติดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะเกษตร สาขาเครื่องจักรกลและเมคคาทรอนิกส์เกษตร ขณะเดียวกัน ผมก็สอบผ่านข้อเขียนของศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีด้วยครับ

ตอนนั้นผมยังไม่ได้คิดจริงจังเลยว่า สุดท้ายแล้วจะเลือกเส้นทางไหน

จนกระทั่งมีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมยังจำได้ดี

วันที่แม่บอกว่า “ไปสอบก่อน เดี๋ยวก็ทัน”

วันทดสอบสมรรถภาพและสัมภาษณ์ของศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี ดันตรงกับวันสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พอดีครับ

ผมมีนัดสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนในช่วงบ่าย ส่วนตอนเช้าต้องไปทดสอบสมรรถภาพที่ศูนย์ฝึกฯ ก่อน

แม่บอกผมประมาณว่า ไม่ต้องกังวล ไปสอบที่ศูนย์ฝึกฯ ก่อน เดี๋ยวก็ขับรถไปมหาวิทยาลัยทัน

ฟังดูเหมือนเป็นแผนที่จัดการได้ดีนะครับ ถ้าไม่นับว่าผมต้องวิ่ง วิดพื้น ว่ายน้ำ ทดสอบสมรรถภาพหลายอย่าง และเข้าสัมภาษณ์ด้วย

กว่าทุกอย่างจะเสร็จก็เลยเวลามามากแล้วครับ

สรุปว่า…ผมไปไม่ทันสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ถ้าถามว่าแม่ตั้งใจให้ผมเลือกเรียนที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีหรือเปล่า ผมคิดว่าแม่คงอยากให้ผมลองทางนี้มากกว่า เพราะแม่เชื่อว่าที่นี่จะช่วยฝึกระเบียบวินัย ความอดทน และการวางแผนการทำงานให้ผม

เอาเป็นว่า วันนั้นผมมีทางเลือกอยู่สองทาง แต่การจัดตารางเวลาแบบแม่ก็มีส่วนทำให้ทางเลือกหนึ่งหลุดมือไปเหมือนกันครับ

แม่อาจจะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ส่วนผมขอเก็บไว้เป็นเรื่องเล่าประจำบ้านก็แล้วกันครับ


จากโบรชัวร์หนึ่งแผ่น สู่การเป็นนักเรียนเดินเรือ

จริง ๆ แล้ว ผมรู้จักศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีจากแม่ครับ

หลังจบ ม.6 แม่เอาโบรชัวร์การรับสมัครมาให้ดู แล้วบอกให้ผมลองอ่านคุณสมบัติของผู้สมัคร

ผมเรียนสายวิทยาศาสตร์ และมีคุณสมบัติตามที่กำหนด แม่จึงถามว่าผมสนใจลองสอบดูไหม

ก่อนหน้านั้น แม่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับธุรกิจเรือ และได้พูดคุยกับกัปตัน ต้นกล และต้นเรืออยู่บ้าง แม่จึงมีโอกาสรับรู้เรื่องราวของคนทำงานในสายอาชีพนี้ และเห็นว่าการเรียนที่ศูนย์ฝึกฯ น่าจะช่วยให้ผมพัฒนาวินัย ความอดทน และการวางแผนชีวิตได้

ผมเองก็ไม่ได้รู้จักชีวิตคนเรือมากนักในเวลานั้น แต่เมื่อมีโอกาสสอบ ผมก็ลองดูครับ


การสอบไม่ได้มีแค่ข้อเขียน แต่ยังมีการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ทั้งวิ่ง วิดพื้น ว่ายน้ำ รวมถึงการสัมภาษณ์และการประเมินความเหมาะสมสำหรับการเรียนในสายอาชีพนี้

ผมผ่านทุกขั้นตอน และได้เข้าเรียนที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า รุ่นที่ 36

ตอนนั้นผมยังไม่รู้หรอกครับว่า เมื่อเรียนจบแล้วจะได้ทำงานบนเรือแบบไหน ต้องเจอกับอะไรบ้าง หรือชีวิตคนประจำเรือจริง ๆ เป็นอย่างไร

รู้เพียงว่าผมกำลังเริ่มต้นเส้นทางใหม่ ซึ่งแตกต่างจากความฝันแรกของตัวเองมากพอสมควร

หลักสูตรที่ผมเข้าเรียนประกอบด้วยการเรียนภาคทฤษฎีสี่ปี และการฝึกภาคปฏิบัติบนเรืออีกหนึ่งปี รวมระยะเวลาห้าปี เมื่อสำเร็จการศึกษา ผมจะได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการเดินเรือ จากมหาวิทยาลัยบูรพา พร้อมประกาศนียบัตรวิชาชีพจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี

ผมเริ่มเข้าเรียนวันแรกเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2554


...นับถึงวันนี้ก็ผ่านมา
15 ปีแล้วครับ....


****อ่านรายละเอียดหลักสูตร ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า https://web.mmtc.ac.th/

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จากงานบนบกสู่เส้นทางนักเดินเรือ: บทเรียน HROD จากการเติบโตของเด็กจบใหม่

เรื่องราวชุด “เด็กจบใหม่หางานยาก VS HR หาคนทำงานยาก” ที่ครูพี่ตุ้มเล่าผ่านประสบการณ์ของลูกชายนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ มาถึงบทส่งท้ายแล้วค่ะ

ช่วงเวลาที่ลูกต้องรอโอกาสกลับไปทำงานในสายอาชีพนักเดินเรือไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อไม่สามารถกำหนดได้แน่ชัดว่าจะต้องรออีกนานเพียงใด การตัดสินใจออกไปทำงานบนบกชั่วคราวจึงกลายเป็นอีกช่วงหนึ่งของชีวิตที่มีทั้งความท้าทายและโอกาสในการเรียนรู้

ในฐานะแม่และคนทำงานด้าน HROD ครูพี่ตุ้มได้มีโอกาสนำแนวคิดที่เคยใช้ในการทำงานมาพูดคุยกับลูก ตั้งแต่การสำรวจความสามารถของตัวเอง การมองหางานที่เหมาะสม การเตรียมตัวสมัครงาน ไปจนถึงการเรียนรู้และปรับตัวเมื่อได้เริ่มทำงานจริง

เมื่อมองย้อนกลับไป ประสบการณ์บนบกครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของการหางานทำ แต่ยังมีบทเรียนเกี่ยวกับการพัฒนาคนที่น่าสนใจอีกหลายประการค่ะ


1. เริ่มจากการรู้จักตัวเอง ก่อนมองหางานที่เหมาะสม

ก่อนสมัครงาน เราเริ่มจากการสำรวจว่าลูกมีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์อะไรอยู่แล้วบ้าง จากนั้นจึงนำสิ่งเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับคุณสมบัติที่งานต้องการ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Competency Gap Analysis หรือการวิเคราะห์ช่องว่างระหว่างสมรรถนะที่มีอยู่กับสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับงาน

การวิเคราะห์เช่นนี้ช่วยให้เห็นว่า

·         เรามีจุดแข็งอะไรที่สามารถนำไปใช้กับงานได้

·         มีทักษะอะไรที่ยังต้องเรียนรู้หรือพัฒนาเพิ่มเติม

·         ควรนำเสนอความสามารถของตัวเองอย่างไรให้ตรงกับงานที่สมัคร

เมื่อเข้าใจตัวเองมากขึ้น การปรับ Resume จึงไม่ใช่เพียงการเขียนประวัติให้ดูดี แต่เป็นการเลือกนำเสนอความสามารถและประสบการณ์ที่มีอยู่จริงให้สอดคล้องกับสิ่งที่นายจ้างต้องการ

สำหรับคนที่เพิ่งจบการศึกษาและยังมีประสบการณ์ทำงานไม่มาก การรู้จักตัวเองและมองเห็นสิ่งที่ต้องพัฒนาจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญค่ะ


2. งานที่ไม่ตรงสาย อาจเป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่

แม้งานบนบกจะไม่ใช่เส้นทางอาชีพที่ลูกตั้งใจไว้ในระยะยาว แต่การได้ทำงานจริงเปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้ทักษะและวิธีทำงานที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยเรียนมา

ความรู้จากสายอาชีพเดิมอาจไม่ได้ตรงกับงานใหม่ทุกด้าน แต่บางสิ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เช่น ความรับผิดชอบ วินัย การเรียนรู้ตามขั้นตอน และการปรับตัวเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย

ในขณะเดียวกัน ทักษะบางอย่างก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมผ่านการฝึกฝนและการลงมือทำจริง แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ Transferable Skills หรือทักษะที่สามารถนำไปใช้ในงานที่แตกต่างกัน และ Reskilling หรือการพัฒนาทักษะใหม่เพื่อรองรับงานหรือบทบาทที่เปลี่ยนไป

บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราต้องทำงานให้ตรงกับสาขาที่เรียนมาเท่านั้น แต่ควรรู้จักมองด้วยว่า ความสามารถเดิมของเราสามารถนำไปใช้ที่ไหนได้บ้าง และมีอะไรที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อให้ทำงานนั้นได้ดีขึ้น

แน่นอนว่า การเปิดใจเรียนรู้งานใหม่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องละทิ้งเป้าหมายเดิม แต่บางครั้งการทำงานระหว่างรอจังหวะที่เหมาะสม ก็ช่วยให้เราได้ประสบการณ์ที่มีคุณค่าติดตัวไปด้วยค่ะ


3. เมื่อคนเริ่มงานใหม่ ระบบสนับสนุนขององค์กรก็มีความสำคัญ

อีกประสบการณ์หนึ่งที่ลูกได้พบ คือการเริ่มทำงานในบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่ง ซึ่งมีการดูแลพนักงานใหม่ผ่านกระบวนการเรียนรู้งานและการปรับตัวเข้าสู่องค์กร

แนวคิด Onboarding หมายถึงกระบวนการช่วยให้พนักงานใหม่เข้าใจบทบาท หน้าที่ วิธีทำงาน และสภาพแวดล้อมขององค์กร เพื่อให้สามารถปรับตัวและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน การเรียนรู้งานไม่ได้เกิดจากความพยายามของตัวพนักงานเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีที่องค์กรถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำ และจัดระบบสนับสนุนการทำงานด้วย

หากพนักงานได้รับข้อมูลที่จำเป็น เข้าใจสิ่งที่องค์กรคาดหวัง และมีโอกาสเรียนรู้ทักษะที่ต้องใช้ ก็ย่อมมีพื้นฐานที่ดีขึ้นในการปรับตัวเข้ากับงาน

ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เห็นว่า การพัฒนาคนไม่ได้จบลงเมื่อองค์กรรับคนเข้าทำงานแล้ว แต่ยังต้องมีการเรียนรู้และพัฒนาต่อเนื่องระหว่างการทำงานด้วย


4. บทเรียนจากเรื่องเล็ก ๆ สู่แนวคิด HROD

เมื่อมองเรื่องราวทั้งหมดในมุมของ HROD ครูพี่ตุ้มเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาตัวบุคคลกับระบบการทำงานขององค์กร

ในด้าน HRD (Human Resource Development) เรามองเรื่องการพัฒนาความรู้ ทักษะ และความสามารถของคน ตั้งแต่การรู้จักจุดแข็งของตัวเองไปจนถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

ในด้าน HRM (Human Resource Management) เรามองกระบวนการบริหารคนที่เกี่ยวข้องกับการสรรหา การคัดเลือก การเริ่มงาน และการสนับสนุนให้พนักงานสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม

ส่วน OD (Organization Development) ชวนให้เรามองภาพที่กว้างขึ้นว่า ระบบ กระบวนการทำงาน บทบาทของผู้เกี่ยวข้อง และวัฒนธรรมองค์กร มีส่วนเอื้อต่อการทำงานและการพัฒนาคนอย่างไร

ทั้งสามด้านมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างจะแก้ได้ด้วยเครื่องมือเดียว หรือเกิดจากตัวคนหรือระบบเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

สิ่งสำคัญคือ การเริ่มจากทำความเข้าใจสถานการณ์ให้ชัด แล้วเลือกแนวทางที่เหมาะกับปัญหาจริง

เรื่องราวของลูกชายจึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้แม่ได้กลับมาทบทวนแนวคิด HROD ผ่านชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะในห้องอบรมหรือในองค์กรเท่านั้น


จากงานบนบก…สู่เส้นทางนักเดินเรือ

งานบนบกอาจไม่ใช่จุดหมายที่ลูกตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก แต่เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงาน การปรับตัว และการนำความสามารถของตัวเองไปใช้ในสถานการณ์จริง

วันนี้เขาได้กลับเข้าสู่เส้นทางอาชีพนักเดินเรือที่ตั้งใจไว้แล้ว ส่วนประสบการณ์จากการทำงานบนบกจะมีส่วนช่วยในการเดินทางต่อไปอย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องที่ยังต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ใหม่ ๆ อีกมาก

สำหรับแม่ การได้เห็นลูกค่อย ๆ ค้นหาเส้นทางของตัวเอง เรียนรู้จากสิ่งที่พบ และเดินหน้าต่อไปตามเป้าหมาย เป็นอีกบทเรียนหนึ่งของการพัฒนาคนที่ไม่อาจเรียนรู้ได้จากตำราเพียงอย่างเดียว

และเรื่องราวก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ค่ะ


“กว่าจะเป็นสุภาพบุรุษนักเดินเรือ” คือเรื่องเล่าชุดใหม่ที่ครูพี่ตุ้มอยากชวนทุกท่านติดตามต่อ ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนลงเรือ ไปจนถึงประสบการณ์การเรียนรู้ชีวิตและการทำงานในโลกของนักเดินเรือ โดยจะเล่าผ่านประสบการณ์ของลูกชายและมุมมองของแม่ที่ได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน

นอกจากเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงแล้ว ครูพี่ตุ้มจะค่อย ๆ แบ่งปันบทความความรู้ด้าน HROD ทั้ง HRM, HRD และ OD เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวจากการทำงานเข้ากับหลักคิดและเครื่องมือที่ผู้อ่านสามารถนำไปศึกษาและประยุกต์ใช้ได้

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามซีรีส์ “เด็กจบใหม่หางานยาก VS HR หาคนทำงานยาก” ทั้ง 4 ตอนนะคะ
ย้อนอ่านซีรีส์ 4 ตอนได้ที่ https://hrodconsultant.blogspot.com/  
1️⃣ เด็กจบใหม่ก็อยากทำงาน…แล้วทำไมการเริ่มต้นชีวิตทำงานจึงไม่ง่ายอย่างที่คิด?  2️⃣ งานแรกไม่จำเป็นต้องตรงสาย 100% แต่ควรพาเราไปข้างหน้า  3️⃣ ถอดรหัส JD: เปลี่ยนประกาศงานให้เป็นเครื่องมือประเมินความสามารถของตัวเอง  4️⃣ เด็กจบใหม่หางานยาก VS HR หาคนไม่ได้…ช่องว่างตรงกลางที่ไม่มีใครพูดถึง คืออะไร?

 

หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นอีกมุมหนึ่งที่ชวนให้เรามองเห็นว่า การพัฒนาคนเริ่มต้นได้จากการเข้าใจตัวเอง เปิดใจเรียนรู้ และมองหาโอกาสที่จะเติบโต แม้ในวันที่เส้นทางยังไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

แล้วพบกันในเรื่องเล่าบทต่อไปค่ะ ⚓

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เด็กจบใหม่หางานยาก VS HR หาคนไม่ได้…ช่องว่างตรงกลางที่ไม่มีใครพูดถึง คืออะไร?

 


“จบใหม่พร้อมทำงาน แต่ไม่มีใครรับ” กับ “ตำแหน่งว่างเพียบ แต่ไม่มีใครมาสมัคร”

สองประโยคนี้สะท้อนความย้อนแย้งที่เราได้ยินกันมาตลอดสิบกว่าปีจนถึงปัจจุบัน

ในมุมของเด็กจบใหม่ พวกเขาต้องเผชิญกับกำแพงสูงลิ่วอย่างเงื่อนไขที่ว่า “ต้องมีประสบการณ์ทำงาน 1–2 ปี” จนเกิดคำถามในใจว่า

“ถ้าไม่รับเข้าทำงาน แล้วจะไปเอาประสบการณ์มาจากไหน?”

ตัดภาพมาที่ฝั่ง HR และองค์กรต่าง ๆ กลับต้องกุมขมับ เพราะเปิดรับสมัครมานานก็ยังหาคนไม่ได้ หรือเมื่อรับเข้ามาแล้ว ความสามารถของคนที่ได้ก็ไม่ตรงกับสิ่งที่องค์กรคาดหวัง

ปรากฏการณ์นี้ทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ปัญหาเกิดจากงานขาดแคลน คนไม่อยากทำงาน หรือมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถมาเจอกันได้?

ครูคิดว่า อาจมี “ช่องว่าง” ซ่อนอยู่ตรงกลางระหว่างความต้องการขององค์กรกับความสามารถและความคาดหวังของผู้สมัคร ซึ่งทำให้ฝ่ายหนึ่งหาคนไม่ได้ ขณะที่อีกฝ่ายก็หางานไม่ได้เช่นกัน

แล้วช่องว่างนี้คืออะไร และเราจะทำให้มันแคบลงได้อย่างไร?


เมื่อความต้องการของคนกับความต้องการของงานไม่ตรงกัน

หากมองลึกลงไป ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความคาดหวัง ประสบการณ์ และทักษะที่ทั้งสองฝ่ายต้องการหรือมีอยู่ ซึ่งครูมองเห็นประเด็นสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่อง

1. ช่องว่างด้านประสบการณ์

องค์กรต้องการคนที่พร้อมทำงานได้ทันที เพราะการสอนงานต้องใช้เวลาและทรัพยากร ขณะที่เด็กจบใหม่ยังไม่เคยทำงานจริง จึงไม่มีประสบการณ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด

คำถามคือ งานทุกตำแหน่งจำเป็นต้องได้คนที่มีประสบการณ์ตรงตั้งแต่วันแรกจริงหรือไม่? และมีงานประเภทใดบ้างที่องค์กรสามารถรับคนที่มีพื้นฐานเหมาะสม แล้วพัฒนาต่อให้ทำงานได้?

2. ช่องว่างด้านทักษะและความสามารถ

บางครั้งความรู้ที่ผู้สมัครมี อาจยังไม่ตรงกับสิ่งที่งานต้องใช้จริง ขณะที่องค์กรเองก็ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงาน

จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าเด็กจบใหม่เรียนอะไรมาบ้าง แต่ต้องถามต่อว่า เขาสามารถนำความรู้ที่มีไปใช้ทำงานได้อย่างไร และยังต้องพัฒนาความสามารถด้านใดเพิ่มเติม

3. ช่องว่างด้านความคาดหวัง

องค์กรมีข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างเงินเดือนและงบประมาณ ขณะที่เด็กจบใหม่ก็มีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต และต้องการงานที่เหมาะสมกับความสามารถ รวมถึงสภาพการทำงานที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต

หากทั้งสองฝ่ายไม่เข้าใจข้อจำกัดและความต้องการของกันและกัน ก็อาจเกิดสถานการณ์ที่ตำแหน่งงานยังว่างอยู่ แต่ผู้สมัครกลับไม่เลือกงานนั้น

ทั้งสามเรื่องนี้ทำให้ครูย้อนนึกถึงประสบการณ์ของลูกชาย และประสบการณ์การทำงานของเขาในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้ครูได้เห็นว่า วิธีคิดและระบบการทำงานของ HR สามารถสร้างความแตกต่างได้มากเพียงใด


จากวันที่ลูกชายเริ่มท้อ สู่การมองเห็นความสามารถของตัวเอง

เมื่อลูกชายเริ่มหางาน เขายังรอโอกาสทำงานเรือตามสายอาชีพที่เรียนมา ระหว่างนั้นเขาส่ง Resume ไปสมัครงานตามประกาศรับสมัครผ่านช่องทางออนไลน์หลายแห่ง แต่กลับไม่ได้รับการตอบกลับ

เมื่อเวลาผ่านไป ความท้อแท้ก็เริ่มเกิดขึ้น เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจผิดหรือไม่ที่เลือกเรียนด้านพาณิชย์นาวี

ครูจึงชวนเขากลับมาทบทวนตัวเองว่า นอกจากความรู้ที่เรียนมาแล้ว เขามีความสามารถอะไรอีกบ้างที่สามารถนำไปใช้ทำงานได้จริง

เราเริ่มจากสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว ทั้งความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ การพิมพ์งาน และการใช้คอมพิวเตอร์ รวมถึงประสบการณ์จากงานที่เคยทำจริง

เมื่อมองเห็นความสามารถของตัวเองชัดขึ้น เขาจึงปรับ Resume ให้สอดคล้องกับลักษณะงานที่เลือกสมัคร โดยนำเสนอสิ่งที่เขาทำได้จริง แทนที่จะยึดติดอยู่กับวุฒิการศึกษาหรือสายงานที่เรียนมาเพียงอย่างเดียว

ในที่สุด เขาก็ได้งาน English Customer Service ในบริษัทสัญชาติอเมริกัน ระหว่างรอโอกาสกลับไปทำงานเรือตามความฝัน

เรื่องนี้ทำให้ครูเห็นว่า บางครั้งผู้สมัครอาจไม่ได้ขาดความสามารถทั้งหมด แต่ยังไม่รู้ว่าจะนำสิ่งที่ตนเองมีไปเชื่อมโยงกับความต้องการของงานอย่างไร

อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่ได้จบเพียงแค่ลูกชายหางานได้ สิ่งที่ครูอยากเล่าต่อคือ วิธีการทำงานของ HR และระบบการพัฒนาคนในบริษัทแห่งนั้น


สิ่งที่ครูได้เรียนรู้จาก HR ของบริษัทอเมริกัน

ครูอยากชื่นชมแนวทางการคัดเลือกและดูแลพนักงานของบริษัทแห่งนี้ เพราะทำให้เห็นว่า การรับเด็กจบใหม่เข้าทำงานไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องลดมาตรฐานลง แต่ต้องรู้ให้ชัดว่าความสามารถใดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงาน และองค์กรจะพัฒนาคนในส่วนที่เหลืออย่างไร

สำหรับตำแหน่ง English Customer Service บริษัทกำหนดความสามารถด้านภาษาอังกฤษไว้อย่างชัดเจน โดยใช้คะแนน TOEIC ตั้งแต่ 750 คะแนนขึ้นไปเป็นหนึ่งในเกณฑ์ และพิจารณาความสามารถในการสื่อสาร ความรักในงานบริการ และความอดทนต่อสภาพการทำงานด้วย

เหตุผลก็คืองานนี้ต้องทำงานเป็นกะ รับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนจากลูกค้าหลากหลายประเภท สื่อสารภาษาอังกฤษตลอดวัน ประสานงานกับหน่วยงานภายในเพื่อหาทางแก้ไข และติดตามเรื่องจนกว่าปัญหาจะได้รับการจัดการเรียบร้อย

ลูกชายพิจารณาเงื่อนไขแล้วเห็นว่าตนเองมีความสามารถตรงกับสิ่งที่งานต้องการ จึงตัดสินใจสมัครงาน

หลังผ่านการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษทางออนไลน์กับคณะกรรมการ 3 คน เขาได้รับแจ้งขั้นตอนต่อไปว่า พนักงานใหม่จะต้องเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรของบริษัทเป็นเวลา 1 สัปดาห์

สิ่งที่น่าสนใจคือ การอบรมไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสอนให้ทำงานตามหน้าที่ แต่หัวหน้าของแต่ละหน่วยงานจะเข้ามาแนะนำตัว อธิบายภาระงานและบทบาทของหน่วยงาน เพื่อให้พนักงานใหม่เข้าใจภาพรวมขององค์กรก่อนที่จะจัดสรรให้ไปทำงานในหน่วยงานที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการทำงานร่วมกันและกิจกรรมสันทนาการด้วย

ลูกชายกลับมาเล่าให้ครูฟังว่า เขารู้สึกว่าสถานที่ทำงานแห่งนี้ทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองได้ ไม่รู้สึกอึดอัด แม้งานจะเครียดมากก็ตาม

สำหรับครู สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเตรียมความพร้อมให้พนักงานใหม่เข้าใจองค์กรและผู้คนรอบตัว เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เขาปรับตัวเข้ากับการทำงานได้ดีขึ้น


งานเครียดมาก แต่มีระบบดูแลและพัฒนาคน

ลักษณะงาน Customer Service ที่ลูกชายทำไม่ใช่งานง่าย เขาต้องรับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนเป็นภาษาอังกฤษตลอดวัน ทำความเข้าใจปัญหา ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลับไปสื่อสารกับลูกค้าเพื่อแจ้งผลการแก้ไขจนเสร็จสิ้น แต่ละเรื่องจะถูกบันทึกไว้ในระบบ เพื่อนำไปติดตามและประเมินผลการทำงานเป็นรายสัปดาห์

บริษัทมีตัวชี้วัดผลการทำงาน หรือ KPI ที่ชัดเจน หากพนักงานทำได้ไม่ถึงเป้าหมาย หัวหน้าจะช่วยสอนและแนะนำ แต่หากยังพบข้อผิดพลาด ก็จะมีการรายงานให้ผู้ตรวจสอบพิจารณา เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาเพิ่มเติม ทั้งการอบรมผ่านระบบออนไลน์และการมอบหมายงานให้ฝึกปฏิบัติ

จากนั้นจึงประเมินผลอีกครั้งว่า พนักงานสามารถทำงานได้ดีขึ้นหรือไม่

สิ่งที่ครูเห็นว่าสำคัญ คือบริษัทไม่ได้มีเพียงเกณฑ์วัดผล แต่ยังมีแนวทางช่วยให้พนักงานพัฒนาความสามารถของตนเองด้วย

ในขณะเดียวกัน HR ก็เข้าใจดีว่าสภาพการทำงานที่ต้องรับแรงกดดันจากลูกค้าตลอดวันอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าได้ บริษัทจึงจัดพื้นที่พักผ่อน มีมุมให้นอนเอนหลังหรืออ่านหนังสือในช่วงพัก รวมถึงจัดกิจกรรมรับประทานพิซซ่าหรืออาหารพิเศษร่วมกัน และมีวันแต่งกายตามสบาย

สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สะท้อนความพยายามที่จะช่วยลดความตึงเครียดจากการทำงาน และสร้างบรรยากาศที่ทำให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

เมื่อพนักงานผ่านการประเมินผลการทำงานและมีความพร้อมตามเกณฑ์ของบริษัท ก็มีโอกาสทำงานจากที่บ้าน (Work from Home: WFH) โดยนำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสารของบริษัทกลับไปใช้งานได้ บริษัทมีระบบเชื่อมต่อระยะไกลเพื่อรองรับการทำงาน และใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์สำหรับการติดต่อและประชุมร่วมกัน

ทั้งหมดนี้ทำให้ครูเห็นว่า บริษัทไม่ได้มองเพียงว่าจะรับคนเข้ามาทำงานได้อย่างไร แต่ยังคิดต่อไปถึงวิธีทำให้คนทำงานได้จริง พัฒนาขึ้น และสามารถทำงานต่อไปได้อย่างเหมาะสม

ลูกชายมักยกตัวอย่าง HR และระบบการทำงานของบริษัทแห่งนี้ให้ครูฟังอยู่เสมอ แม้ภายหลังเขาจะออกไปทำงานเรือตามความฝันของตัวเองแล้วก็ตาม

สำหรับเขา ที่นี่เป็นหนึ่งในประสบการณ์การทำงานที่ดีที่สุด เพราะได้เรียนรู้ทั้งการทำงาน การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการอยู่ในองค์กรที่มีระบบดูแลพนักงานอย่างชัดเจน


แล้วช่องว่างตรงกลางจะเล็กลงได้อย่างไร?

จากเรื่องราวนี้ ครูคิดว่าการเชื่อมโยงคนเข้ากับงานให้ดีขึ้น ต้องอาศัยความเข้าใจและการปรับตัวจากทั้งสองฝ่าย


สำหรับเด็กจบใหม่และผู้สมัครงาน

อย่าประเมินความสามารถของตัวเองจากวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์ตรงเพียงอย่างเดียว ลองสำรวจว่าตนเองมีความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอะไรที่งานต้องการ แล้วนำเสนอสิ่งเหล่านั้นด้วยหลักฐานจากสิ่งที่เคยทำจริง พร้อมเปิดใจเรียนรู้และพัฒนาความสามารถเพิ่มเติม


สำหรับ HR และองค์กร

ควรวิเคราะห์ให้ชัดว่าความสามารถใดจำเป็นต้องมีตั้งแต่เริ่มงาน และส่วนใดสามารถพัฒนาได้หลังเข้าทำงาน ปรับเกณฑ์คัดเลือกให้สอดคล้องกับลักษณะงานจริง และเตรียมระบบปฐมนิเทศ การสอนงาน การให้คำแนะนำ ตลอดจนการประเมินผลที่ช่วยให้พนักงานพัฒนาขึ้นได้

ขณะเดียวกัน องค์กรควรสื่อสารลักษณะงาน ความคาดหวัง ผลตอบแทน และสภาพการทำงานให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้สมัครตัดสินใจได้ว่าตนเองเหมาะกับงานนั้นหรือไม่

เพราะการจ้างงานไม่ควรสิ้นสุดลงเพียงวันที่บริษัทได้คนมาทำงาน แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาคนให้สามารถทำงานและเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้


บทส่งท้าย

ครูไม่ได้ต้องการบอกว่าทุกบริษัทจำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนบริษัทที่ลูกชายเคยทำงาน หรือทุกองค์กรจะสามารถใช้วิธีเดียวกันได้ทั้งหมด เพราะแต่ละธุรกิจมีข้อจำกัดและลักษณะงานแตกต่างกัน

แต่สิ่งที่ทุกองค์กรควรถามตัวเอง คือ เรารู้จักงานที่ต้องการคนดีพอหรือยัง? เรารู้ชัดหรือไม่ว่าคนที่จะทำงานนั้นได้จำเป็นต้องมีความสามารถอะไรบ้าง? และเมื่อรับคนเข้ามาแล้ว เรามีระบบช่วยให้เขาเรียนรู้และพัฒนาตัวเองหรือไม่?

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้สมัครเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะมองเห็นคุณค่าของตนเอง และสื่อสารความสามารถให้สอดคล้องกับความต้องการของงาน

ช่องว่างระหว่างคนกับงานอาจไม่หายไปทั้งหมด แต่สามารถทำให้แคบลงได้ หากองค์กรรู้จักเลือกคนให้เหมาะกับงาน และพร้อมพัฒนาคน ขณะที่ผู้สมัครก็พร้อมเรียนรู้และพัฒนาตนเอง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายไม่ใช่เพียงการทำให้ตำแหน่งงานว่างได้รับการเติมเต็ม แต่คือการทำให้คนสามารถทำงานได้จริง เติบโตได้ และสร้างคุณค่าให้กับองค์กรในระยะยาว

ครูพี่ตุ้มยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้จากประสบการณ์ของทุกคนค่ะ

มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง และต่อยอดแนวคิดด้าน HROD ไปด้วยกันได้ที่ Facebook Page: HROD Consultant by “ครูพี่ตุ้ม”

 https://www.facebook.com/hrodconsultant.by.kru.P.TUM) 

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัส JD: เปลี่ยนประกาศงานให้เป็นเครื่องมือประเมินความสามารถของตัวเอง

 
ทำไมสมัครงานแล้วไม่ได้งาน…เราเก่งไม่พอจริงหรือ?

ในการหางาน เราไม่ควรดูเพียงว่าตัวเองเรียนจบสาขาอะไร หรือเคยทำงานในตำแหน่งใดมาแล้วเท่านั้น แต่ควรลองสำรวจตัวเองด้วยว่า เรามีความรู้ ทักษะ และความสามารถอะไรบ้างที่สามารถนำไปใช้กับงานที่เราสนใจได้จริง

บางครั้งเราอาจคิดว่าตัวเองไม่มีประสบการณ์ เพราะไม่เคยทำงานในตำแหน่งนั้นมาก่อน หรืออาจมองไม่เห็นว่าความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่จะนำไปใช้กับงานอื่นได้อย่างไร

แล้วเราจะค้นหาความสามารถของตัวเองให้ชัดเจนขึ้นได้อย่างไร?

เริ่มจากอ่าน"รายละเอียดงานที่ประกาศ" ให้เป็น

ทำความเข้าใจ KSA และพฤติกรรมในการทำงาน

ในทาง HR เราอาจใช้กรอบ KSA เพื่อช่วยทำความเข้าใจความรู้ ทักษะ และความสามารถที่บุคคลมีและจำเป็นต่อการทำงาน

✪         K — Knowledge (ความรู้): สิ่งที่บุคคลรู้และเข้าใจเกี่ยวกับงาน

✪        S — Skills (ทักษะ): ความชำนาญในการนำความรู้มาปฏิบัติหรือทำงานได้ เช่น การใช้ภาษา การสื่อสาร หรือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

✪         A — Abilities (ความสามารถ): ความสามารถในการนำความรู้และทักษะไปใช้ในการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ปัญหา การจัดการข้อมูล หรือการประสานงาน


นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเรื่อง Competency (สมรรถนะ) ซึ่งอาจประกอบด้วยความรู้ ทักษะ ความสามารถ คุณลักษณะ และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรอบสมรรถนะที่องค์กรกำหนด

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า บุคคลมีความสามารถเหล่านั้นจริง และนำไปใช้ในการทำงานได้?

เราต้องพิจารณา Behavior (พฤติกรรม) หรือการแสดงออกที่สามารถสังเกตได้จริงในการทำงานด้วย

ตัวอย่างเช่น พนักงานที่ทำงานบริการอาจมีความรู้เรื่องการบริการ มีทักษะในการสื่อสาร และมีทัศนคติที่ดีต่อผู้รับบริการ เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการทำงาน อาจแสดงออกเป็นพฤติกรรม เช่น ยิ้มแย้ม กล่าวต้อนรับ รับฟังลูกค้าอย่างสุภาพ และกล่าวขอบคุณเมื่อให้บริการเสร็จสิ้น

พฤติกรรมเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นภาพว่า พนักงานนำสิ่งที่ตนเองมีมาใช้ในการทำงานอย่างไร และเป็นส่วนหนึ่งที่องค์กรสามารถนำไปกำหนดเป็นแนวทางการทำงานหรือใช้ฝึกอบรมพนักงานได้

สำหรับคนหางาน เราจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการจดจำคำศัพท์ HR เหล่านี้ทั้งหมด แต่ควรเริ่มจากการอ่านรายละเอียดในประกาศรับสมัครงานให้เข้าใจ แล้วสำรวจตัวเองว่า เรามีความรู้ ทักษะ ความสามารถ และคุณลักษณะอะไรที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น พร้อมพิจารณาประสบการณ์หรือพฤติกรรมที่ช่วยยืนยันว่า เราสามารถนำสิ่งเหล่านั้นไปใช้ในการทำงานได้จริง

ครูเคยใช้วิธีนี้กับลูกชายค่ะ

เมื่อแม่ชวนลูกสำรวจว่า ตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง

ครูเคยตั้งคำถามกับลูกชายว่า ถ้าให้ประเมินตัวเอง เขาคิดว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง

เขาสรุปว่า เขาจบปริญญาตรีด้านพาณิชย์นาวี มีทักษะการพิมพ์สัมผัสทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ประมาณ 80 คำต่อนาที มีความถนัดด้านภาษาอังกฤษ โดยมีคะแนน TOEIC 875 คะแนน, MARLINS TEST 98% และ CEFR ระดับ C1 อีกทั้งยังสามารถแปลเอกสารและประสานงานกับต่างประเทศได้

ครูถามต่อว่า แล้วเคยทำงานอะไรมาบ้าง?

เขาตอบว่า

“ก็แปลเอกสารภาษาอังกฤษ แล้วก็ช่วยงาน HR แม่ไง แม่ให้ทำอะไรก็ทำมาตั้งแต่มัธยมแล้ว”

งานที่เขาเคยช่วยทำมีตั้งแต่พิมพ์รายงานการประชุม สรุปข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน บันทึกประวัติพนักงาน ไปจนถึงงานด้านการสรรหาและฝึกอบรมในระบบ ERP

สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่เขาเคยลงมือทำจริง เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้สมัครงานได้

ครูจึงถามต่อว่า แล้วคิดว่าตัวเองมีอุปนิสัยอย่างไร?

เขาตอบทันทีว่า

“ผมทำงานกับคนได้แม่ ผมมีน้ำใจ ผมสุภาพ ผมรับฟังคน ผมไม่นินทา ไม่ปากโป้ง”

เขายังเล่าอีกว่า ชอบอ่านหนังสือ วาดรูป และทำงานมากกว่าการไปสังสรรค์ หลังเลิกงานเขาชอบมีเวลาส่วนตัว ฟังเพลง ฝึกภาษา เล่นเกม และพักผ่อน

เขาบอกว่า ตัวเองไม่ได้เป็น Introvert 100% เพียงแต่ชอบใช้เวลาส่วนตัวหลังจากทำงานมากกว่าออกไปพบปะผู้คนตลอดเวลา

คำตอบเหล่านี้ทำให้เห็นว่า นอกจากความรู้และทักษะแล้ว การรู้จักลักษณะนิสัยและความชอบของตัวเองก็ช่วยให้เราพิจารณาได้ว่า งานแบบใดน่าจะเหมาะกับเรา และเราจะทำงานนั้นได้อย่างมีความสุขหรือไม่

ครูถามต่ออีกว่า ถ้าได้ทำงานลักษณะเดียวกับพี่ ๆ ที่บริษัท คิดว่าจะชอบไหม และจะนำความสามารถของตัวเองไปใช้ทำงานได้หรือเปล่า?

เขาตอบว่า

“ก็ได้สิแม่ ผมไปช่วยพี่ ๆ และแม่ทำงานที่บริษัททุกปิดเทอม ถ้างานแบบนั้น ผมก็น่าจะทำได้นะแม่ มั่นใจ”

ปกติครูจะให้ CEO พิจารณาอนุมัติให้นักเรียนหรือนักศึกษาเข้ามาช่วยงานในช่วงปิดเทอม สำหรับลูกชายและลูกสาว ครูอยากให้เขาได้ฝึกทำงานจริงมากกว่าจะอยู่บ้านเล่นเกม จึงจ่ายเงินจ้างเอง ไม่ได้ไปหักโควตาของเด็กคนอื่นค่ะ

ประสบการณ์ที่เขาได้รับจึงไม่ใช่เพียงการช่วยแม่ทำงาน แต่ยังทำให้เขาได้เห็นลักษณะงานจริง ฝึกทักษะ และรู้จักความสามารถของตัวเองมากขึ้นด้วย


จากการสำรวจตัวเอง สู่การเลือกงานและปรับ Resume

เมื่อเริ่มเห็นแล้วว่าตัวเองมีอะไรบ้าง ขั้นต่อไปคือการนำความสามารถเหล่านั้นไปเปรียบเทียบกับงานที่สนใจ

ครูให้ลูกชายลองอ่านประกาศรับสมัครงาน แล้วขีดเส้นใต้ข้อความที่ระบุว่า ตำแหน่งนั้นต้องรับผิดชอบอะไร ต้องการความรู้และทักษะใด และมีคุณสมบัติอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ

จากนั้นจึงพิจารณาว่า ความสามารถและประสบการณ์ที่เขามีอยู่แล้วตรงกับความต้องการของงานมากน้อยเพียงใด

ลูกชายเลือกสมัครงาน English Customer Service และ HR Admin. Officer โดยมองหาตำแหน่งที่ให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาอังกฤษ เช่น ระบุคะแนน TOEIC 750 ขึ้นไป และเลือกงานที่เป็นสัญญาจ้างปีต่อปี

เหตุผลสำคัญคือ เขายังมีความฝันที่จะก้าวหน้าในอาชีพนักเดินเรือ แต่ในระหว่างที่รอโอกาส เขาก็ต้องทำงานและเริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองมีความพร้อมและสามารถทำได้จริง

ครูจึงให้เขาปรับ Resume โดยนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัครมานำเสนออย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงระบุว่าเรียนจบอะไรมา แต่ต้องทำให้ผู้พิจารณาเห็นด้วยว่า เขามีอะไรที่สามารถนำไปใช้กับงานนั้นได้

Resume ฉบับใหม่จัดข้อมูลให้เห็นชัดเจนว่า เขาเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง มีทักษะอะไรที่ทำได้ และมีหลักฐานใดยืนยันความสามารถ เช่น คะแนนภาษาอังกฤษหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้สมัครคนอื่น ๆ อาจเลือกจัดรูปแบบ Resume แตกต่างกันไปตามตำแหน่งและระบบรับสมัครงาน สิ่งสำคัญไม่ใช่รูปแบบเพียงอย่างเดียว แต่คือการเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานและนำเสนอให้เข้าใจง่าย


งานที่ทำระหว่างรอ ไม่จำเป็นต้องเป็นทางอ้อมที่สูญเปล่า

ลูกชายได้เริ่มทำงาน English Customer Service ในบริษัทอเมริกัน และต่อสัญญาจ้างอีกสองครั้ง ระหว่างทำงานยังได้ย้ายไปทำงานด้าน Technical Support – Customer Service ก่อนจะได้รับการปรับตำแหน่งเป็น Senior Customer Service

เมื่อสิ้นสุดสัญญา เขาเลือกไปทำงานกับบริษัทฝรั่งเศสใกล้บ้าน ในตำแหน่ง Senior Customer Service – Visa & Work Permit Process และเรียนภาษาฝรั่งเศสออนไลน์เพิ่มเติมเพื่อช่วยในการทำงาน

เขาทำงานอย่างต่อเนื่องจนเกือบลืมความฝันเรื่องการกลับไปลงเรือ เวลาผ่านไปเกือบ 6 ปี โดยที่เขาได้สะสมประสบการณ์ด้านการสื่อสาร การประสานงาน การวิเคราะห์ปัญหา และการวางแผนแก้ไขปัญหาจากงานที่ทำ

ในช่วงเวลานั้น เขาไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเอง แต่กลับมีทักษะและประสบการณ์เพิ่มขึ้นจากการทำงานจริง

ต่อมาเขาได้กลับไปเดินตามเส้นทางอาชีพที่ตั้งใจไว้ โดยเริ่มจากการฝึก Cadet Internship เป็นเวลา 1 ปี แล้วเข้าทำงานบนเรือบรรทุกน้ำมัน (Oil Tanker) ในเส้นทางเดินเรือภายในประเทศของบริษัทในกลุ่มพลังงานเป็นเวลา 6 เดือน

เมื่อพักจากการทำงานบนเรือประมาณ 1 เดือน เขาเรียนหลักสูตรเรือบรรทุกสารเคมีขั้นสูง (Advanced Training for Chemical Tanker Cargo Operations) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสมัครงานเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมีในเส้นทางต่างประเทศ

ปัจจุบัน เขาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยต้นเรือ (Third Officer: 3/O) บนเรือสัญชาติไทยที่เดินเรือในเส้นทางต่างประเทศ ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และจีน โดยทำงานตามสัญญาจ้างเป็นรอบ ๆ ประมาณ 6 เดือนขึ้นไป

เป้าหมายต่อไปของเขาคือการหาประสบการณ์บนเรือสัญชาติต่างชาติที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในตำแหน่งเดิม ก่อนพัฒนาตัวเองไปสู่ตำแหน่งต้นหนและต้นเรือตามลำดับ

เส้นทางนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเขามีความฝัน แต่เกิดจากการค่อย ๆ สะสมประสบการณ์ ฝึกฝนความสามารถ และเพิ่มเติมความรู้ตามมาตรฐานที่จำเป็นต่ออาชีพ

เขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ยอมรับว่างานบนเรือมีความหนักและท้าทาย และพยายามเรียนรู้ให้ทำงานได้จริง ทำงานได้ดีขึ้น พร้อมเดินหน้าตามเป้าหมายของตัวเอง

สำหรับครู สิ่งที่น่าสนใจจากเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการที่ลูกชายได้กลับไปทำอาชีพตามที่เรียนมา แต่คือการที่เขาได้ค้นพบว่า ประสบการณ์จากงานที่ดูเหมือนไม่ตรงสาย สามารถนำไปต่อยอดเป็นความสามารถที่มีคุณค่าได้ หากเรารู้จักมองและนำไปใช้ให้เหมาะสม


จาก JD สู่การประเมินความสามารถของตัวเอง

จากเรื่องราวของลูกชาย จะเห็นว่า การประเมินความสามารถของตัวเองไม่ได้เริ่มจากการถามเพียงว่า “เราเรียนจบอะไร” หรือ “เราเคยทำงานตำแหน่งไหนมาแล้ว” แต่ต้องมองให้เห็นด้วยว่า เรามีความรู้ ทักษะ และความสามารถอะไรที่นำไปใช้กับงานที่สนใจได้จริง

เราอาจใช้รายละเอียดใน JD (Job Description) หรือประกาศรับสมัครงานเป็นจุดเริ่มต้น โดย JD มักอธิบายหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่ง ส่วนประกาศรับสมัครงานอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติและเงื่อนไขที่นายจ้างต้องการ

ลองใช้คำถาม 3 ข้อนี้กับตัวเอง

1. งานนี้ต้องการอะไร?

อ่าน JD หรือประกาศรับสมัครงาน แล้วระบุหน้าที่ ความรับผิดชอบ ความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติสำคัญที่งานต้องการ

2. เรามีอะไรที่ตรงกับความต้องการของงาน?

สำรวจจากสิ่งที่เรียนมา งานที่เคยทำ การช่วยงานผู้อื่น กิจกรรม หรือประสบการณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมหาหลักฐานที่แสดงว่าเราทำสิ่งนั้นได้จริง

3. เรายังต้องพัฒนาอะไรเพิ่มเติม?

แยกสิ่งที่มีอยู่แล้วออกจากสิ่งที่ยังขาด แล้วพิจารณาว่าคุณสมบัติใดเป็นเงื่อนไขจำเป็น และเรื่องใดสามารถเรียนรู้หรือพัฒนาเพิ่มเติมได้

ในทาง HR เราสามารถใช้กรอบ KSA ได้แก่ Knowledge, Skills และ Abilities เป็นแนวทางช่วยจัดหมวดหมู่สิ่งที่งานต้องการและสิ่งที่ตัวเรามีอยู่แล้ว จากนั้นจึงเปรียบเทียบกับหลักฐานจากการเรียน การทำงาน และประสบการณ์จริง

เมื่อเห็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่งานต้องการกับความสามารถที่เรามี เราก็จะวางแผนได้ชัดเจนขึ้นว่า ควรนำจุดแข็งข้อใดไปนำเสนอใน Resume ควรพัฒนาทักษะอะไรเพิ่มเติม และควรเลือกสมัครงานแบบใดให้เหมาะกับความพร้อมของตัวเอง

JD จึงไม่ใช่เพียงรายการคุณสมบัติที่ใช้ตัดสินว่าเรามีคุณสมบัติครบหรือไม่ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจงาน สำรวจตัวเอง และวางแผนพัฒนาความสามารถได้ด้วย

การนำผลการสำรวจไปเขียน Resume ไม่ใช่การแต่งประสบการณ์ให้ดูตรงกับงาน แต่เป็นการเลือกนำเสนอความรู้ ทักษะ ความสามารถ และหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้พิจารณาเห็นว่าเรามีอะไรที่สามารถนำไปใช้กับงานนั้นได้จริง

เพราะการรู้จักตัวเองให้ชัด และเข้าใจงานที่ต้องการ จะช่วยให้เราสมัครงานอย่างมีเป้าหมาย พร้อมพัฒนาตัวเองให้เข้าใกล้โอกาสที่ต้องการมากขึ้น

บางครั้งเราอาจไม่ได้ขาดความสามารถอย่างที่คิด แต่อาจยังไม่รู้จักความสามารถของตัวเองดีพอ หรือยังมองไม่เห็นว่าจะนำสิ่งที่มีอยู่ไปเชื่อมโยงกับงานที่สนใจได้อย่างไร

การอ่าน JD ให้เป็น จึงเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เรามองเห็นทั้งสิ่งที่เราทำได้ สิ่งที่ควรพัฒนา และเส้นทางที่เราอยากเดินต่อไป


ครูพี่ตุ้มยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห้นและเรียนรู้จากประสบการณ์ของทุกคนค่ะ

มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง และต่อยอดแนวคิดด้าน HROD ไปด้วยกันที่ Facebook Page: HROD Consultant by "ครูพี่ตุ้ม" https://www.facebook.com/hrodconsultant.by.kru.P.TUM



แนะนำตัว

รู้จัก "ครูพี่ตุ้ม"

รู้จักครูพี่ตุ้ม HROD จากประสบการณ์จริง ครูพี่ตุ้ม หรือ อ.พรทิพา สมประสงค์ มีประสบการณ์ทำงานและพัฒนางานด้านทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาอง...