“จบใหม่พร้อมทำงาน แต่ไม่มีใครรับ” กับ “ตำแหน่งว่างเพียบ แต่ไม่มีใครมาสมัคร”
สองประโยคนี้สะท้อนความย้อนแย้งที่เราได้ยินกันมาตลอดสิบกว่าปีจนถึงปัจจุบัน
ในมุมของเด็กจบใหม่
พวกเขาต้องเผชิญกับกำแพงสูงลิ่วอย่างเงื่อนไขที่ว่า “ต้องมีประสบการณ์ทำงาน
1–2 ปี” จนเกิดคำถามในใจว่า
“ถ้าไม่รับเข้าทำงาน
แล้วจะไปเอาประสบการณ์มาจากไหน?”
ตัดภาพมาที่ฝั่ง HR และองค์กรต่าง ๆ กลับต้องกุมขมับ
เพราะเปิดรับสมัครมานานก็ยังหาคนไม่ได้ หรือเมื่อรับเข้ามาแล้ว
ความสามารถของคนที่ได้ก็ไม่ตรงกับสิ่งที่องค์กรคาดหวัง
ปรากฏการณ์นี้ทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า
ปัญหาเกิดจากงานขาดแคลน คนไม่อยากทำงาน
หรือมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถมาเจอกันได้?
ครูคิดว่า อาจมี
“ช่องว่าง” ซ่อนอยู่ตรงกลางระหว่างความต้องการขององค์กรกับความสามารถและความคาดหวังของผู้สมัคร ซึ่งทำให้ฝ่ายหนึ่งหาคนไม่ได้
ขณะที่อีกฝ่ายก็หางานไม่ได้เช่นกัน
แล้วช่องว่างนี้คืออะไร
และเราจะทำให้มันแคบลงได้อย่างไร?
เมื่อความต้องการของคนกับความต้องการของงานไม่ตรงกัน
หากมองลึกลงไป
ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความคาดหวัง ประสบการณ์
และทักษะที่ทั้งสองฝ่ายต้องการหรือมีอยู่ ซึ่งครูมองเห็นประเด็นสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่อง
1. ช่องว่างด้านประสบการณ์
องค์กรต้องการคนที่พร้อมทำงานได้ทันที
เพราะการสอนงานต้องใช้เวลาและทรัพยากร ขณะที่เด็กจบใหม่ยังไม่เคยทำงานจริง
จึงไม่มีประสบการณ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด
คำถามคือ งานทุกตำแหน่งจำเป็นต้องได้คนที่มีประสบการณ์ตรงตั้งแต่วันแรกจริงหรือไม่? และมีงานประเภทใดบ้างที่องค์กรสามารถรับคนที่มีพื้นฐานเหมาะสม
แล้วพัฒนาต่อให้ทำงานได้?
2. ช่องว่างด้านทักษะและความสามารถ
บางครั้งความรู้ที่ผู้สมัครมี
อาจยังไม่ตรงกับสิ่งที่งานต้องใช้จริง ขณะที่องค์กรเองก็ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงาน
จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าเด็กจบใหม่เรียนอะไรมาบ้าง
แต่ต้องถามต่อว่า เขาสามารถนำความรู้ที่มีไปใช้ทำงานได้อย่างไร
และยังต้องพัฒนาความสามารถด้านใดเพิ่มเติม
3. ช่องว่างด้านความคาดหวัง
องค์กรมีข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างเงินเดือนและงบประมาณ
ขณะที่เด็กจบใหม่ก็มีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต
และต้องการงานที่เหมาะสมกับความสามารถ รวมถึงสภาพการทำงานที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต
หากทั้งสองฝ่ายไม่เข้าใจข้อจำกัดและความต้องการของกันและกัน
ก็อาจเกิดสถานการณ์ที่ตำแหน่งงานยังว่างอยู่ แต่ผู้สมัครกลับไม่เลือกงานนั้น
ทั้งสามเรื่องนี้ทำให้ครูย้อนนึกถึงประสบการณ์ของลูกชาย
และประสบการณ์การทำงานของเขาในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้ครูได้เห็นว่า
วิธีคิดและระบบการทำงานของ HR
สามารถสร้างความแตกต่างได้มากเพียงใด
จากวันที่ลูกชายเริ่มท้อ
สู่การมองเห็นความสามารถของตัวเอง
เมื่อลูกชายเริ่มหางาน
เขายังรอโอกาสทำงานเรือตามสายอาชีพที่เรียนมา ระหว่างนั้นเขาส่ง Resume ไปสมัครงานตามประกาศรับสมัครผ่านช่องทางออนไลน์หลายแห่ง
แต่กลับไม่ได้รับการตอบกลับ
เมื่อเวลาผ่านไป ความท้อแท้ก็เริ่มเกิดขึ้น เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจผิดหรือไม่ที่เลือกเรียนด้านพาณิชย์นาวี
ครูจึงชวนเขากลับมาทบทวนตัวเองว่า
นอกจากความรู้ที่เรียนมาแล้ว
เขามีความสามารถอะไรอีกบ้างที่สามารถนำไปใช้ทำงานได้จริง
เราเริ่มจากสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว
ทั้งความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ การพิมพ์งาน และการใช้คอมพิวเตอร์
รวมถึงประสบการณ์จากงานที่เคยทำจริง
เมื่อมองเห็นความสามารถของตัวเองชัดขึ้น เขาจึงปรับ
Resume ให้สอดคล้องกับลักษณะงานที่เลือกสมัคร โดยนำเสนอสิ่งที่เขาทำได้จริง
แทนที่จะยึดติดอยู่กับวุฒิการศึกษาหรือสายงานที่เรียนมาเพียงอย่างเดียว
ในที่สุด เขาก็ได้งาน English Customer Service ในบริษัทสัญชาติอเมริกัน ระหว่างรอโอกาสกลับไปทำงานเรือตามความฝัน
เรื่องนี้ทำให้ครูเห็นว่า
บางครั้งผู้สมัครอาจไม่ได้ขาดความสามารถทั้งหมด
แต่ยังไม่รู้ว่าจะนำสิ่งที่ตนเองมีไปเชื่อมโยงกับความต้องการของงานอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่ได้จบเพียงแค่ลูกชายหางานได้
สิ่งที่ครูอยากเล่าต่อคือ วิธีการทำงานของ HR
และระบบการพัฒนาคนในบริษัทแห่งนั้น
สิ่งที่ครูได้เรียนรู้จาก HR ของบริษัทอเมริกัน
ครูอยากชื่นชมแนวทางการคัดเลือกและดูแลพนักงานของบริษัทแห่งนี้
เพราะทำให้เห็นว่า การรับเด็กจบใหม่เข้าทำงานไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องลดมาตรฐานลง
แต่ต้องรู้ให้ชัดว่าความสามารถใดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงาน
และองค์กรจะพัฒนาคนในส่วนที่เหลืออย่างไร
สำหรับตำแหน่ง English Customer Service บริษัทกำหนดความสามารถด้านภาษาอังกฤษไว้อย่างชัดเจน
โดยใช้คะแนน TOEIC ตั้งแต่ 750 คะแนนขึ้นไปเป็นหนึ่งในเกณฑ์
และพิจารณาความสามารถในการสื่อสาร ความรักในงานบริการ
และความอดทนต่อสภาพการทำงานด้วย
เหตุผลก็คืองานนี้ต้องทำงานเป็นกะ
รับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนจากลูกค้าหลากหลายประเภท สื่อสารภาษาอังกฤษตลอดวัน
ประสานงานกับหน่วยงานภายในเพื่อหาทางแก้ไข
และติดตามเรื่องจนกว่าปัญหาจะได้รับการจัดการเรียบร้อย
ลูกชายพิจารณาเงื่อนไขแล้วเห็นว่าตนเองมีความสามารถตรงกับสิ่งที่งานต้องการ
จึงตัดสินใจสมัครงาน
หลังผ่านการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษทางออนไลน์กับคณะกรรมการ
3 คน
เขาได้รับแจ้งขั้นตอนต่อไปว่า พนักงานใหม่จะต้องเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรของบริษัทเป็นเวลา
1 สัปดาห์
สิ่งที่น่าสนใจคือ
การอบรมไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสอนให้ทำงานตามหน้าที่
แต่หัวหน้าของแต่ละหน่วยงานจะเข้ามาแนะนำตัว อธิบายภาระงานและบทบาทของหน่วยงาน
เพื่อให้พนักงานใหม่เข้าใจภาพรวมขององค์กรก่อนที่จะจัดสรรให้ไปทำงานในหน่วยงานที่เหมาะสม
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการทำงานร่วมกันและกิจกรรมสันทนาการด้วย
ลูกชายกลับมาเล่าให้ครูฟังว่า
เขารู้สึกว่าสถานที่ทำงานแห่งนี้ทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองได้ ไม่รู้สึกอึดอัด
แม้งานจะเครียดมากก็ตาม
สำหรับครู สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า
การเตรียมความพร้อมให้พนักงานใหม่เข้าใจองค์กรและผู้คนรอบตัว
เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เขาปรับตัวเข้ากับการทำงานได้ดีขึ้น
งานเครียดมาก
แต่มีระบบดูแลและพัฒนาคน
ลักษณะงาน Customer
Service ที่ลูกชายทำไม่ใช่งานง่าย เขาต้องรับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนเป็นภาษาอังกฤษตลอดวัน
ทำความเข้าใจปัญหา ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
และกลับไปสื่อสารกับลูกค้าเพื่อแจ้งผลการแก้ไขจนเสร็จสิ้น
แต่ละเรื่องจะถูกบันทึกไว้ในระบบ
เพื่อนำไปติดตามและประเมินผลการทำงานเป็นรายสัปดาห์
บริษัทมีตัวชี้วัดผลการทำงาน หรือ KPI ที่ชัดเจน
หากพนักงานทำได้ไม่ถึงเป้าหมาย หัวหน้าจะช่วยสอนและแนะนำ แต่หากยังพบข้อผิดพลาด
ก็จะมีการรายงานให้ผู้ตรวจสอบพิจารณา เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาเพิ่มเติม
ทั้งการอบรมผ่านระบบออนไลน์และการมอบหมายงานให้ฝึกปฏิบัติ
จากนั้นจึงประเมินผลอีกครั้งว่า พนักงานสามารถทำงานได้ดีขึ้นหรือไม่
สิ่งที่ครูเห็นว่าสำคัญ
คือบริษัทไม่ได้มีเพียงเกณฑ์วัดผล
แต่ยังมีแนวทางช่วยให้พนักงานพัฒนาความสามารถของตนเองด้วย
ในขณะเดียวกัน HR ก็เข้าใจดีว่าสภาพการทำงานที่ต้องรับแรงกดดันจากลูกค้าตลอดวันอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าได้
บริษัทจึงจัดพื้นที่พักผ่อน มีมุมให้นอนเอนหลังหรืออ่านหนังสือในช่วงพัก
รวมถึงจัดกิจกรรมรับประทานพิซซ่าหรืออาหารพิเศษร่วมกัน และมีวันแต่งกายตามสบาย
สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่สะท้อนความพยายามที่จะช่วยลดความตึงเครียดจากการทำงาน และสร้างบรรยากาศที่ทำให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
เมื่อพนักงานผ่านการประเมินผลการทำงานและมีความพร้อมตามเกณฑ์ของบริษัท
ก็มีโอกาสทำงานจากที่บ้าน (Work
from Home: WFH) โดยนำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสารของบริษัทกลับไปใช้งานได้
บริษัทมีระบบเชื่อมต่อระยะไกลเพื่อรองรับการทำงาน
และใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์สำหรับการติดต่อและประชุมร่วมกัน
ทั้งหมดนี้ทำให้ครูเห็นว่า
บริษัทไม่ได้มองเพียงว่าจะรับคนเข้ามาทำงานได้อย่างไร
แต่ยังคิดต่อไปถึงวิธีทำให้คนทำงานได้จริง พัฒนาขึ้น
และสามารถทำงานต่อไปได้อย่างเหมาะสม
ลูกชายมักยกตัวอย่าง HR และระบบการทำงานของบริษัทแห่งนี้ให้ครูฟังอยู่เสมอ
แม้ภายหลังเขาจะออกไปทำงานเรือตามความฝันของตัวเองแล้วก็ตาม
สำหรับเขา
ที่นี่เป็นหนึ่งในประสบการณ์การทำงานที่ดีที่สุด เพราะได้เรียนรู้ทั้งการทำงาน
การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการอยู่ในองค์กรที่มีระบบดูแลพนักงานอย่างชัดเจน
แล้วช่องว่างตรงกลางจะเล็กลงได้อย่างไร?
จากเรื่องราวนี้
ครูคิดว่าการเชื่อมโยงคนเข้ากับงานให้ดีขึ้น
ต้องอาศัยความเข้าใจและการปรับตัวจากทั้งสองฝ่าย
สำหรับเด็กจบใหม่และผู้สมัครงาน
อย่าประเมินความสามารถของตัวเองจากวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์ตรงเพียงอย่างเดียว
ลองสำรวจว่าตนเองมีความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอะไรที่งานต้องการ
แล้วนำเสนอสิ่งเหล่านั้นด้วยหลักฐานจากสิ่งที่เคยทำจริง
พร้อมเปิดใจเรียนรู้และพัฒนาความสามารถเพิ่มเติม
สำหรับ HR และองค์กร
ควรวิเคราะห์ให้ชัดว่าความสามารถใดจำเป็นต้องมีตั้งแต่เริ่มงาน
และส่วนใดสามารถพัฒนาได้หลังเข้าทำงาน
ปรับเกณฑ์คัดเลือกให้สอดคล้องกับลักษณะงานจริง และเตรียมระบบปฐมนิเทศ การสอนงาน
การให้คำแนะนำ ตลอดจนการประเมินผลที่ช่วยให้พนักงานพัฒนาขึ้นได้
ขณะเดียวกัน องค์กรควรสื่อสารลักษณะงาน ความคาดหวัง
ผลตอบแทน และสภาพการทำงานให้ชัดเจน
เพื่อให้ผู้สมัครตัดสินใจได้ว่าตนเองเหมาะกับงานนั้นหรือไม่
เพราะการจ้างงานไม่ควรสิ้นสุดลงเพียงวันที่บริษัทได้คนมาทำงาน
แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาคนให้สามารถทำงานและเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้
บทส่งท้าย
ครูไม่ได้ต้องการบอกว่าทุกบริษัทจำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนบริษัทที่ลูกชายเคยทำงาน
หรือทุกองค์กรจะสามารถใช้วิธีเดียวกันได้ทั้งหมด
เพราะแต่ละธุรกิจมีข้อจำกัดและลักษณะงานแตกต่างกัน
แต่สิ่งที่ทุกองค์กรควรถามตัวเอง คือ
เรารู้จักงานที่ต้องการคนดีพอหรือยัง?
เรารู้ชัดหรือไม่ว่าคนที่จะทำงานนั้นได้จำเป็นต้องมีความสามารถอะไรบ้าง?
และเมื่อรับคนเข้ามาแล้ว
เรามีระบบช่วยให้เขาเรียนรู้และพัฒนาตัวเองหรือไม่?
ในอีกด้านหนึ่ง
ผู้สมัครเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะมองเห็นคุณค่าของตนเอง
และสื่อสารความสามารถให้สอดคล้องกับความต้องการของงาน
ช่องว่างระหว่างคนกับงานอาจไม่หายไปทั้งหมด
แต่สามารถทำให้แคบลงได้ หากองค์กรรู้จักเลือกคนให้เหมาะกับงาน และพร้อมพัฒนาคน
ขณะที่ผู้สมัครก็พร้อมเรียนรู้และพัฒนาตนเอง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการทำให้ตำแหน่งงานว่างได้รับการเติมเต็ม แต่คือการทำให้คนสามารถทำงานได้จริง
เติบโตได้ และสร้างคุณค่าให้กับองค์กรในระยะยาว
ครูพี่ตุ้มยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้จากประสบการณ์ของทุกคนค่ะ
มาร่วมพูดคุย
แลกเปลี่ยนมุมมอง และต่อยอดแนวคิดด้าน HROD ไปด้วยกันได้ที่ Facebook
Page: HROD Consultant by “ครูพี่ตุ้ม”

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น