href='https://googleapis.com' rel='stylesheet' type='text/css'/> HROD consultant by ครูพี่ตุ้ม: ถอดรหัส JD: เปลี่ยนประกาศงานให้เป็นเครื่องมือประเมินความสามารถของตัวเอง

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัส JD: เปลี่ยนประกาศงานให้เป็นเครื่องมือประเมินความสามารถของตัวเอง

 
ทำไมสมัครงานแล้วไม่ได้งาน…เราเก่งไม่พอจริงหรือ?

ในการหางาน เราไม่ควรดูเพียงว่าตัวเองเรียนจบสาขาอะไร หรือเคยทำงานในตำแหน่งใดมาแล้วเท่านั้น แต่ควรลองสำรวจตัวเองด้วยว่า เรามีความรู้ ทักษะ และความสามารถอะไรบ้างที่สามารถนำไปใช้กับงานที่เราสนใจได้จริง

บางครั้งเราอาจคิดว่าตัวเองไม่มีประสบการณ์ เพราะไม่เคยทำงานในตำแหน่งนั้นมาก่อน หรืออาจมองไม่เห็นว่าความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่จะนำไปใช้กับงานอื่นได้อย่างไร

แล้วเราจะค้นหาความสามารถของตัวเองให้ชัดเจนขึ้นได้อย่างไร?

เริ่มจากอ่าน"รายละเอียดงานที่ประกาศ" ให้เป็น

ทำความเข้าใจ KSA และพฤติกรรมในการทำงาน

ในทาง HR เราอาจใช้กรอบ KSA เพื่อช่วยทำความเข้าใจความรู้ ทักษะ และความสามารถที่บุคคลมีและจำเป็นต่อการทำงาน

✪         K — Knowledge (ความรู้): สิ่งที่บุคคลรู้และเข้าใจเกี่ยวกับงาน

✪        S — Skills (ทักษะ): ความชำนาญในการนำความรู้มาปฏิบัติหรือทำงานได้ เช่น การใช้ภาษา การสื่อสาร หรือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

✪         A — Abilities (ความสามารถ): ความสามารถในการนำความรู้และทักษะไปใช้ในการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ปัญหา การจัดการข้อมูล หรือการประสานงาน


นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเรื่อง Competency (สมรรถนะ) ซึ่งอาจประกอบด้วยความรู้ ทักษะ ความสามารถ คุณลักษณะ และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรอบสมรรถนะที่องค์กรกำหนด

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า บุคคลมีความสามารถเหล่านั้นจริง และนำไปใช้ในการทำงานได้?

เราต้องพิจารณา Behavior (พฤติกรรม) หรือการแสดงออกที่สามารถสังเกตได้จริงในการทำงานด้วย

ตัวอย่างเช่น พนักงานที่ทำงานบริการอาจมีความรู้เรื่องการบริการ มีทักษะในการสื่อสาร และมีทัศนคติที่ดีต่อผู้รับบริการ เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการทำงาน อาจแสดงออกเป็นพฤติกรรม เช่น ยิ้มแย้ม กล่าวต้อนรับ รับฟังลูกค้าอย่างสุภาพ และกล่าวขอบคุณเมื่อให้บริการเสร็จสิ้น

พฤติกรรมเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นภาพว่า พนักงานนำสิ่งที่ตนเองมีมาใช้ในการทำงานอย่างไร และเป็นส่วนหนึ่งที่องค์กรสามารถนำไปกำหนดเป็นแนวทางการทำงานหรือใช้ฝึกอบรมพนักงานได้

สำหรับคนหางาน เราจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการจดจำคำศัพท์ HR เหล่านี้ทั้งหมด แต่ควรเริ่มจากการอ่านรายละเอียดในประกาศรับสมัครงานให้เข้าใจ แล้วสำรวจตัวเองว่า เรามีความรู้ ทักษะ ความสามารถ และคุณลักษณะอะไรที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น พร้อมพิจารณาประสบการณ์หรือพฤติกรรมที่ช่วยยืนยันว่า เราสามารถนำสิ่งเหล่านั้นไปใช้ในการทำงานได้จริง

ครูเคยใช้วิธีนี้กับลูกชายค่ะ

เมื่อแม่ชวนลูกสำรวจว่า ตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง

ครูเคยตั้งคำถามกับลูกชายว่า ถ้าให้ประเมินตัวเอง เขาคิดว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง

เขาสรุปว่า เขาจบปริญญาตรีด้านพาณิชย์นาวี มีทักษะการพิมพ์สัมผัสทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ประมาณ 80 คำต่อนาที มีความถนัดด้านภาษาอังกฤษ โดยมีคะแนน TOEIC 875 คะแนน, MARLINS TEST 98% และ CEFR ระดับ C1 อีกทั้งยังสามารถแปลเอกสารและประสานงานกับต่างประเทศได้

ครูถามต่อว่า แล้วเคยทำงานอะไรมาบ้าง?

เขาตอบว่า

“ก็แปลเอกสารภาษาอังกฤษ แล้วก็ช่วยงาน HR แม่ไง แม่ให้ทำอะไรก็ทำมาตั้งแต่มัธยมแล้ว”

งานที่เขาเคยช่วยทำมีตั้งแต่พิมพ์รายงานการประชุม สรุปข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน บันทึกประวัติพนักงาน ไปจนถึงงานด้านการสรรหาและฝึกอบรมในระบบ ERP

สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่เขาเคยลงมือทำจริง เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้สมัครงานได้

ครูจึงถามต่อว่า แล้วคิดว่าตัวเองมีอุปนิสัยอย่างไร?

เขาตอบทันทีว่า

“ผมทำงานกับคนได้แม่ ผมมีน้ำใจ ผมสุภาพ ผมรับฟังคน ผมไม่นินทา ไม่ปากโป้ง”

เขายังเล่าอีกว่า ชอบอ่านหนังสือ วาดรูป และทำงานมากกว่าการไปสังสรรค์ หลังเลิกงานเขาชอบมีเวลาส่วนตัว ฟังเพลง ฝึกภาษา เล่นเกม และพักผ่อน

เขาบอกว่า ตัวเองไม่ได้เป็น Introvert 100% เพียงแต่ชอบใช้เวลาส่วนตัวหลังจากทำงานมากกว่าออกไปพบปะผู้คนตลอดเวลา

คำตอบเหล่านี้ทำให้เห็นว่า นอกจากความรู้และทักษะแล้ว การรู้จักลักษณะนิสัยและความชอบของตัวเองก็ช่วยให้เราพิจารณาได้ว่า งานแบบใดน่าจะเหมาะกับเรา และเราจะทำงานนั้นได้อย่างมีความสุขหรือไม่

ครูถามต่ออีกว่า ถ้าได้ทำงานลักษณะเดียวกับพี่ ๆ ที่บริษัท คิดว่าจะชอบไหม และจะนำความสามารถของตัวเองไปใช้ทำงานได้หรือเปล่า?

เขาตอบว่า

“ก็ได้สิแม่ ผมไปช่วยพี่ ๆ และแม่ทำงานที่บริษัททุกปิดเทอม ถ้างานแบบนั้น ผมก็น่าจะทำได้นะแม่ มั่นใจ”

ปกติครูจะให้ CEO พิจารณาอนุมัติให้นักเรียนหรือนักศึกษาเข้ามาช่วยงานในช่วงปิดเทอม สำหรับลูกชายและลูกสาว ครูอยากให้เขาได้ฝึกทำงานจริงมากกว่าจะอยู่บ้านเล่นเกม จึงจ่ายเงินจ้างเอง ไม่ได้ไปหักโควตาของเด็กคนอื่นค่ะ

ประสบการณ์ที่เขาได้รับจึงไม่ใช่เพียงการช่วยแม่ทำงาน แต่ยังทำให้เขาได้เห็นลักษณะงานจริง ฝึกทักษะ และรู้จักความสามารถของตัวเองมากขึ้นด้วย


จากการสำรวจตัวเอง สู่การเลือกงานและปรับ Resume

เมื่อเริ่มเห็นแล้วว่าตัวเองมีอะไรบ้าง ขั้นต่อไปคือการนำความสามารถเหล่านั้นไปเปรียบเทียบกับงานที่สนใจ

ครูให้ลูกชายลองอ่านประกาศรับสมัครงาน แล้วขีดเส้นใต้ข้อความที่ระบุว่า ตำแหน่งนั้นต้องรับผิดชอบอะไร ต้องการความรู้และทักษะใด และมีคุณสมบัติอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ

จากนั้นจึงพิจารณาว่า ความสามารถและประสบการณ์ที่เขามีอยู่แล้วตรงกับความต้องการของงานมากน้อยเพียงใด

ลูกชายเลือกสมัครงาน English Customer Service และ HR Admin. Officer โดยมองหาตำแหน่งที่ให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาอังกฤษ เช่น ระบุคะแนน TOEIC 750 ขึ้นไป และเลือกงานที่เป็นสัญญาจ้างปีต่อปี

เหตุผลสำคัญคือ เขายังมีความฝันที่จะก้าวหน้าในอาชีพนักเดินเรือ แต่ในระหว่างที่รอโอกาส เขาก็ต้องทำงานและเริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองมีความพร้อมและสามารถทำได้จริง

ครูจึงให้เขาปรับ Resume โดยนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัครมานำเสนออย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงระบุว่าเรียนจบอะไรมา แต่ต้องทำให้ผู้พิจารณาเห็นด้วยว่า เขามีอะไรที่สามารถนำไปใช้กับงานนั้นได้

Resume ฉบับใหม่จัดข้อมูลให้เห็นชัดเจนว่า เขาเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง มีทักษะอะไรที่ทำได้ และมีหลักฐานใดยืนยันความสามารถ เช่น คะแนนภาษาอังกฤษหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้สมัครคนอื่น ๆ อาจเลือกจัดรูปแบบ Resume แตกต่างกันไปตามตำแหน่งและระบบรับสมัครงาน สิ่งสำคัญไม่ใช่รูปแบบเพียงอย่างเดียว แต่คือการเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานและนำเสนอให้เข้าใจง่าย


งานที่ทำระหว่างรอ ไม่จำเป็นต้องเป็นทางอ้อมที่สูญเปล่า

ลูกชายได้เริ่มทำงาน English Customer Service ในบริษัทอเมริกัน และต่อสัญญาจ้างอีกสองครั้ง ระหว่างทำงานยังได้ย้ายไปทำงานด้าน Technical Support – Customer Service ก่อนจะได้รับการปรับตำแหน่งเป็น Senior Customer Service

เมื่อสิ้นสุดสัญญา เขาเลือกไปทำงานกับบริษัทฝรั่งเศสใกล้บ้าน ในตำแหน่ง Senior Customer Service – Visa & Work Permit Process และเรียนภาษาฝรั่งเศสออนไลน์เพิ่มเติมเพื่อช่วยในการทำงาน

เขาทำงานอย่างต่อเนื่องจนเกือบลืมความฝันเรื่องการกลับไปลงเรือ เวลาผ่านไปเกือบ 6 ปี โดยที่เขาได้สะสมประสบการณ์ด้านการสื่อสาร การประสานงาน การวิเคราะห์ปัญหา และการวางแผนแก้ไขปัญหาจากงานที่ทำ

ในช่วงเวลานั้น เขาไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเอง แต่กลับมีทักษะและประสบการณ์เพิ่มขึ้นจากการทำงานจริง

ต่อมาเขาได้กลับไปเดินตามเส้นทางอาชีพที่ตั้งใจไว้ โดยเริ่มจากการฝึก Cadet Internship เป็นเวลา 1 ปี แล้วเข้าทำงานบนเรือบรรทุกน้ำมัน (Oil Tanker) ในเส้นทางเดินเรือภายในประเทศของบริษัทในกลุ่มพลังงานเป็นเวลา 6 เดือน

เมื่อพักจากการทำงานบนเรือประมาณ 1 เดือน เขาเรียนหลักสูตรเรือบรรทุกสารเคมีขั้นสูง (Advanced Training for Chemical Tanker Cargo Operations) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสมัครงานเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมีในเส้นทางต่างประเทศ

ปัจจุบัน เขาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยต้นเรือ (Third Officer: 3/O) บนเรือสัญชาติไทยที่เดินเรือในเส้นทางต่างประเทศ ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และจีน โดยทำงานตามสัญญาจ้างเป็นรอบ ๆ ประมาณ 6 เดือนขึ้นไป

เป้าหมายต่อไปของเขาคือการหาประสบการณ์บนเรือสัญชาติต่างชาติที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในตำแหน่งเดิม ก่อนพัฒนาตัวเองไปสู่ตำแหน่งต้นหนและต้นเรือตามลำดับ

เส้นทางนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเขามีความฝัน แต่เกิดจากการค่อย ๆ สะสมประสบการณ์ ฝึกฝนความสามารถ และเพิ่มเติมความรู้ตามมาตรฐานที่จำเป็นต่ออาชีพ

เขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ยอมรับว่างานบนเรือมีความหนักและท้าทาย และพยายามเรียนรู้ให้ทำงานได้จริง ทำงานได้ดีขึ้น พร้อมเดินหน้าตามเป้าหมายของตัวเอง

สำหรับครู สิ่งที่น่าสนใจจากเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการที่ลูกชายได้กลับไปทำอาชีพตามที่เรียนมา แต่คือการที่เขาได้ค้นพบว่า ประสบการณ์จากงานที่ดูเหมือนไม่ตรงสาย สามารถนำไปต่อยอดเป็นความสามารถที่มีคุณค่าได้ หากเรารู้จักมองและนำไปใช้ให้เหมาะสม


จาก JD สู่การประเมินความสามารถของตัวเอง

จากเรื่องราวของลูกชาย จะเห็นว่า การประเมินความสามารถของตัวเองไม่ได้เริ่มจากการถามเพียงว่า “เราเรียนจบอะไร” หรือ “เราเคยทำงานตำแหน่งไหนมาแล้ว” แต่ต้องมองให้เห็นด้วยว่า เรามีความรู้ ทักษะ และความสามารถอะไรที่นำไปใช้กับงานที่สนใจได้จริง

เราอาจใช้รายละเอียดใน JD (Job Description) หรือประกาศรับสมัครงานเป็นจุดเริ่มต้น โดย JD มักอธิบายหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่ง ส่วนประกาศรับสมัครงานอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติและเงื่อนไขที่นายจ้างต้องการ

ลองใช้คำถาม 3 ข้อนี้กับตัวเอง

1. งานนี้ต้องการอะไร?

อ่าน JD หรือประกาศรับสมัครงาน แล้วระบุหน้าที่ ความรับผิดชอบ ความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติสำคัญที่งานต้องการ

2. เรามีอะไรที่ตรงกับความต้องการของงาน?

สำรวจจากสิ่งที่เรียนมา งานที่เคยทำ การช่วยงานผู้อื่น กิจกรรม หรือประสบการณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมหาหลักฐานที่แสดงว่าเราทำสิ่งนั้นได้จริง

3. เรายังต้องพัฒนาอะไรเพิ่มเติม?

แยกสิ่งที่มีอยู่แล้วออกจากสิ่งที่ยังขาด แล้วพิจารณาว่าคุณสมบัติใดเป็นเงื่อนไขจำเป็น และเรื่องใดสามารถเรียนรู้หรือพัฒนาเพิ่มเติมได้

ในทาง HR เราสามารถใช้กรอบ KSA ได้แก่ Knowledge, Skills และ Abilities เป็นแนวทางช่วยจัดหมวดหมู่สิ่งที่งานต้องการและสิ่งที่ตัวเรามีอยู่แล้ว จากนั้นจึงเปรียบเทียบกับหลักฐานจากการเรียน การทำงาน และประสบการณ์จริง

เมื่อเห็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่งานต้องการกับความสามารถที่เรามี เราก็จะวางแผนได้ชัดเจนขึ้นว่า ควรนำจุดแข็งข้อใดไปนำเสนอใน Resume ควรพัฒนาทักษะอะไรเพิ่มเติม และควรเลือกสมัครงานแบบใดให้เหมาะกับความพร้อมของตัวเอง

JD จึงไม่ใช่เพียงรายการคุณสมบัติที่ใช้ตัดสินว่าเรามีคุณสมบัติครบหรือไม่ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจงาน สำรวจตัวเอง และวางแผนพัฒนาความสามารถได้ด้วย

การนำผลการสำรวจไปเขียน Resume ไม่ใช่การแต่งประสบการณ์ให้ดูตรงกับงาน แต่เป็นการเลือกนำเสนอความรู้ ทักษะ ความสามารถ และหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้พิจารณาเห็นว่าเรามีอะไรที่สามารถนำไปใช้กับงานนั้นได้จริง

เพราะการรู้จักตัวเองให้ชัด และเข้าใจงานที่ต้องการ จะช่วยให้เราสมัครงานอย่างมีเป้าหมาย พร้อมพัฒนาตัวเองให้เข้าใกล้โอกาสที่ต้องการมากขึ้น

บางครั้งเราอาจไม่ได้ขาดความสามารถอย่างที่คิด แต่อาจยังไม่รู้จักความสามารถของตัวเองดีพอ หรือยังมองไม่เห็นว่าจะนำสิ่งที่มีอยู่ไปเชื่อมโยงกับงานที่สนใจได้อย่างไร

การอ่าน JD ให้เป็น จึงเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เรามองเห็นทั้งสิ่งที่เราทำได้ สิ่งที่ควรพัฒนา และเส้นทางที่เราอยากเดินต่อไป


ครูพี่ตุ้มยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห้นและเรียนรู้จากประสบการณ์ของทุกคนค่ะ

มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง และต่อยอดแนวคิดด้าน HROD ไปด้วยกันที่ Facebook Page: HROD Consultant by "ครูพี่ตุ้ม" https://www.facebook.com/hrodconsultant.by.kru.P.TUM



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แนะนำตัว

รู้จัก "ครูพี่ตุ้ม"

รู้จักครูพี่ตุ้ม HROD จากประสบการณ์จริง ครูพี่ตุ้ม หรือ อ.พรทิพา สมประสงค์ มีประสบการณ์ทำงานและพัฒนางานด้านทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาอง...